08/06/53
กาลครั้งยี่สิบเจ็ดเมษายน ได้เวลาเริ่มต้นของช่วงเวลาแห่งการปิดเล่ม การจากลากำลังจะมาถึง มันเป็นจุดจบของประสบการณ์หนึ่ง เพื่อที่จะเป็นจุดเริ่มต้นอีกครั้งของการเริ่มต้นประสบการณ์ใหม่
ตลอดสองเดือนที่ผ่านมา ความรู้สึกหลากหลายเข้ามาประดังถาโถมเรา ความผิดหวัง ความเศร้า ความมีชีวิตชีวา ความไม่เข้าใจ ความสุขแบบซาบซ่านจากข้างใน ฯลฯ มันประสมคละเคล้า และเมื่อเราต้องกลั่นสิ่งที่เราเรียนรู้จากความรู้สึกทั้งหมดเหล่านี้ออกมาเป็นคำพูด มันจึงค่อนข้างยากเย็น สิ่งที่เรากำลังพยายามเขียนต่อไปนี้คือ ‘บทเรียน’ ที่เราหวังว่าจะเป็นประโยชน์ให้กับคนวัยเดียวกันที่กำลังแสวงหาประสบการณ์ชีวิต หรืออยู่ในช่วงรอยต่อระหว่างชีวิตการเรียนกับชีวิตการทำงานจริง
คำถามคือ เราได้เรียนรู้อะไรบ้างจากการฝึกงานที่อะเดย์
หนึ่ง เราได้เรียนรู้ที่จะ ‘ไม่คาดหวัง’
สาเหตุที่เราตัดสินใจสมัครฝึกงานที่นี่เพราะเราต้องการ ‘แรงบันดาลใจ’ ประสบการณ์นอกมหาวิทยาลัยทำให้เราค้นพบว่าในฐานะที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ เราอยากทำให้ชีวิตของเรามี ‘คุณค่า’ เราตอบตัวเองไม่ได้ว่าเราจะทำงานหาเงินมากๆไปเพื่ออะไร แม้เงินจะสำคัญต่อการเลี้ยงชีพ แต่มันมีสิ่งที่สำคัญในชีวิตมากกว่านั้น เราได้คำตอบของเราในใจบ้างแล้ว แต่เราต้องการแรงบันดาลใจที่มากกว่านี้เพื่อต่อยอดให้เราเดินไปสู่ ‘ชีวิตจริง’ อย่างเปี่ยมด้วยความมั่นใจ
แต่ผลกลับเป็นในทางตรงกันข้าม ‘ไฟ’ของเราที่เคยลุกโชนจากการสั่งสมในมหาวิทยาลัยได้มอดลงไปมากแล้ว เมื่อเรา ‘คลาดหวัง’ จากสิ่งที่เรา ‘คาดหวัง’ ผลลัพธ์ของความรู้สึกย่อมเจ็บปวด แต่เมื่อมองย้อนกลับไป การมอดลงของไฟก็ไม่ใช่เรื่องแย่เสียทีเดียว
ก่อนจะเล่าว่าการที่ไฟมอดลงมันดีอย่างไร ก็น่าจะเล่าให้ฟังก่อนว่าอะเดย์ก็ให้แรงบันดาลใจเราเช่นกัน การทำงานที่นี่ทำให้เราพบว่าเราชอบพูดคุยกับผู้คน โอกาสในการทำงานสัมภาษณ์เป็นประสบการณ์อันมีค่าที่เราหาจากที่อื่นไม่ได้ เราได้โอกาสไปสัมภาษณ์คนเจ๋งๆประมาณโหลนึง และคนโหลนี้ต่างก็มีชีวิต มีแนวความคิด มีอุดมการณ์ที่แตกต่างกัน การพูดคุยแลกเปลี่ยนทรรศนะเบื้องลึกกับพวกเค้าทำให้เราได้เรียนรู้ประสบการณ์ส่วนตัวของผู้เจนโลกในสาขาต่างๆที่เราไม่อาจหาจากที่ไหนได้ การสัมภาษณ์อาจารย์อัจฉรา ประดิษฐ์ กับอาจารย์ชีวัน วิสาสะทำให้เราได้เรียนรู้แง่มุมที่ลึกซึ้งของนิทาน และทำให้การอ่านนิทานของเราไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ในขณะที่การได้พูดคุยกับ ‘น้าอ้าว’ เกียรติสุดา ภิรมย์ทำให้เรารู้ถึงหลักการวางสมดุลระหว่างชีวิตจริงกับอุดมการณ์ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับคนธรรมดาคนหนึ่ง
แต่การสัมภาษณ์ที่เราประทับใจที่สุดคือการได้พูดคุยกับกลุ่มช่างภาพ Hanuman Photos กับพี่โจ้พัชรินทร์ นักศิลปะบำบัดจากเดิมที่ไม่เคยมีความรู้ด้านการถ่ายภาพ พี่เป้ และพี่ๆกลุ่ม Hanuman ทำให้เราตื่นเต้นกับภาพที่อุดมด้วยชีวิตและความรู้สึก แนวคิดหลักของกลุ่ม Hanumanคือการถ่ายภาพเพื่อสะท้อนปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม และ ‘ขับเคลื่อน’ สังคมไปพร้อมๆกัน สำหรับ Hanuman แล้วภาพถ่ายไม่ได้ทำหน้าที่แค่บอกเล่าเรื่องราว แต่ยังช่วยส่งผ่านความรู้สึก และยังผลไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่แม้แต่ผู้ถ่ายภาพก็มิอาจคาดเดา เป็นอีกครั้งที่เราได้เรียนรู้ว่าชีวิตจริงกับอุดมการณ์มันยากที่จะปรับให้สมดุล แต่การละอุดมการณ์ไว้ข้างเตียงก็ไม่ใช่เส้นทางที่พวกเค้าเลือกเดิน การรับรู้ใน ‘ความรู้สึก’ ของพลังทางความคิดในช่วงระหว่างการสัมภาษณ์ทำให้ใจเรากระชุ่มกระชวย สมองโลดแล่น เหมือนมันค้นพบอะไรบางอย่างที่ ‘โดน’ อย่างจัง
ความประทับใจอีกครั้งคือการเดินทางไปสัมภาษณ์หมอโจ้ พัชรินทร์ ที่บ้านพัก เราพูดคุยกันถึงเรื่องศิลปะบำบัด ชีวิต และความตาย เราคุยกันตั้งแต่แต่เรื่องเบาๆจนถึงเรื่องที่ไม่คิดว่าจะได้คุยอย่างประเด็นการุณยฆาต (Euthanasia) งานหลักของหมอโจ้คือการใช้ความสร้างสรรค์ให้เกิดประโยชน์แก่เด็กพิเศษและเด็กที่กำลังจะเสียชีวิต ให้พวกเค้าได้ปลดปล่อยความรู้สึกผ่านผลงานศิลปะ แล้วใช้จิตวิทยาเข้าร่วมเพื่อช่วยเยียวยาและชี้ทางให้พวกเค้าได้ค้นพบทางออกของปัญหาชีวิตด้วยตนเอง การได้คุยกับหมอโจ้เป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่า หมอโจ้เล่าชีวิตการเป็นนักศิลปะบำบัดให้เราฟังด้วยเสียงพูดเศร้าๆเครือน้ำตาทว่าเปี่ยมสุข เมื่อได้มองประกายตา เราก็รู้ทันทีว่าคนๆนี้ทำงานด้วยใจ ด้วยการทุ่มเททั้งชีวิตและความรู้สึกให้กับงานที่ทำเพื่อให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ ในชีวิตจริงเราจะไม่มีทางได้คุยกับคนมีพลังแบบนี้ถ้าเราไม่ได้มาที่อะเดย์ หลังจากที่คุยจบ ใจเราเป็นสุข เราเดินบนถนนกลับบ้านด้วยหัวใจที่ชุ่มชื่น พองโต และมีรอยยิ้มอาบใบหน้า เรายังจำได้เป็นอย่างดีถึงความรู้สึกในวันนั้น
แม้เราจะยังไม่ลืมแรงบันดาลใจจากคนมีไฟเหล่านี้ แต่ด้วยเนื้องานและสภาพแวดล้อมที่เราอยู่มันไม่ได้ช่วยเติมไฟให้เราได้ตลอดเวลา ไฟที่มีก็เริ่มมอดลงๆ เราได้เรียนรู้ว่างานทุกอย่างย่อมต้องมีอุปสรรคเป็นปรกติ อยู่ที่ว่าเราจะรับมือกับมันได้ดีแค่ไหน และนี่คือสิ่งที่เราได้มา คือถึงไฟจะมอดลง แต่ไฟก็ติดทนนานขึ้น แสงไฟที่ออกมาก็นวลขึ้นจากเดิมที่แผดสีแสบจ้าบาดตาคนข้างๆ
สอง การทำงานที่นี่ทำให้เราได้เรียนรู้ที่จะลดอัตตา
เรายอมรับเลยว่าเราเป็นคนมีอีโก้ เราเป็นคนให้ความสำคัญกับความรู้สึก ในขณะเดียวกันเราก็เชื่อมั่นในการใช้เหตุผลเพื่อการตัดสินใจ เราเชื่อในการแสดงความคิดเห็นเสรี เชื่อในการเปิดใจกว้าง เชื่อในการถกเถียงแบบสร้างสรรค์(สำหรับเรา หมายถึง การถกเถียงที่จะ ‘รื้อสร้าง’ ก็ได้ แต่ต้องเสนอแนวทางการ ‘สร้างใหม่’ ด้วย ไม่เช่นนั้นงานจะไม่เดินหรือเดินช้ามาก)
แต่หลักการหรือความเคยชินก็ใช่ว่าจะนำมาปฏิบัติกันได้ง่ายๆในสภาพการทำงานจริง
เราคิดว่า ในเรื่องการทำงานเป็นทีม สิ่งที่สำคัญยิ่งคือความสามารถในการปรับตัวตามสถานการณ์ การทำงานเป็นทีมทำให้เราเริ่มรับความเชื่อจากบางสำนวนที่เราไม่เคยเชื่อมันเลย (เช่น สำนวนของเติ้งที่ว่าแมวสีอะไรก็ได้ จับหนูได้เป็นพอ) เราได้รู้ว่าสิ่งที่เราสนใจหรือคิดว่าสำคัญใช่ว่าทุกคนจะให้ความสำคัญเหมือนกัน เราได้เรียนรู้ว่าการเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางไม่ได้ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีแต่อย่างใด การเปรียบตัวเองให้ไหลเหมือนสายน้ำในบางครั้งก็ย่อมได้ผลที่น่าชื่นใจมากกว่า
อีกตัวอย่างหนึ่งที่พอยกให้เห็นได้คือเรื่องงานเขียน เรามีความเชื่อส่วนตัวว่าเราไม่สามารถประเมินงานเขียนของคนอื่นได้ ยกตัวอย่างเช่น เราคิดว่างานเขียนของคนนี้เนื้อหาลึกซึ้ง ในขณะที่อีกคนมองว่ามันน่าเบื่อหรือยากเกินไป หรือเราคิดว่างานเขียนที่ใส่อารมณ์ความรู้สึกในตัวอักษรเป็นงานเขียนที่ดี แต่ในขณะที่อีกคนชอบงานเขียนที่เข้าใจง่าย ทุกคนอ่านได้ เป็นต้น ‘ตัวตน’ ในงานเขียนของแต่ละคนจึงเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การใส่ใจ วิจารณ์ได้แต่ไม่พึงดูถูกเหยียดหยาม
เราไม่ได้เรียนวารสารมาจึงไม่รู้หลักการของมัน เราเข้าใจเอาเองว่างานเขียนในนิตยสารไม่สามารถใส่ตัวตนของผู้เขียนลงไปได้อย่างเต็มที่ งานเขียนนิตยสารต้องอ่านง่ายเป็นหลัก ต้องเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของนิตยสาร สำหรับคนที่มีอีโก้อย่างเรา การสลายตัวตนในงานเขียนถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี รู้สึกปล่อยวางได้เมื่องานเขียนของเราจะถูกปรับแก้ไขยกชุดโดย Editor และตระหนักได้ว่าผลงานของทีมมีความสำคัญกว่าความรู้สึกของปัจเจก ฟังแล้วอาจดูเชือดเฉือน(และเราก็ได้แผลเลือดไหลเป็นทาง) แต่เราว่ามันสำคัญทีเดียวสำหรับทีมเวิร์กที่ดี ใช่ว่าเราจะไม่ใส่ใจในความรู้สึกของกันและกัน การห่วงใยความรู้สึกและทำความเข้าใจกันให้เคลียร์จนถึงที่สุดเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้สำหรับการเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดีต่อกัน
สาม เราได้เรียนรู้ที่จะฝึกความอดทนอดกลั้น (toleration) และการเอาใจเขามาใส่ใจเรา (empathy)
ฟังดูเหมือนหัวใจของสันติวิธี แต่หลักการสองอย่างนี้เราเชื่อว่ามีความเป็นสากลสูงมากและเป็นสิ่งที่เราเชื่อมาโดยตลอด เราคิดว่ามันให้ผลยอดเยี่ยมในการทำงานจริงและในการทำความเข้าใจสังคม หากตัวเราต้องไปอยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง การทำความเข้าใจความคิดและความรู้สึกของแต่ละขั้วตรงข้ามเป็นสิ่งที่คุ้มค่าที่จะทำ แม้จะเป็นเพียงความพยายาม เพราะคุณจะไม่มีวันเข้าใจขั้วใดหรือปัญหาใดๆได้ลึกซึ้งหากคุณไม่เข้าไปอยู่ในขั้วนั้นหรือไม่เจอปัญหานั้นด้วยตัวเอง แต่มันก็ยังดีกว่าการที่คุณไม่พยายามทำความเข้าใจอะไรเอาเสียเลย
สิ่งเหล่านี้เป็นประสบการณ์และบทเรียนส่วนตัวที่เราได้เรียนรู้จากที่นี่ ช่วงรอยต่อระหว่างชีวิตการเรียนกับชีวิตการทำงานจริงเป็นช่วงที่ทำหลายคนเขวเอาง่ายๆ แต่เราเชื่อว่าชีวิตคนๆหนึ่งไม่ต้องการกรอบไปกำหนดมันมากมาย ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับกาลและโอกาส(รวมถึงโชค)ที่เข้ามา โดยที่เราไม่อาจไปกำหนดทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นไปตามที่เราคาดหวัง
ชีวิตที่มีขึ้น มีลง มีสุข มีเศร้า มีรุ่งโรจน์ มีตกอับ
ถึงจะเรียกว่าชีวิต
ไก่ จูเจ็ด