Lesson 10 : “กาลครั้งก่อน”

June 28th, 2010

28/06/53

กาลครั้งหนึ่งนานมาสักพัก….

เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งได้ก้าวเข้าสู่บ้านแห่งใหม่ที่ห่างไกลจากบ้านเดิมนัก สถานที่รอบตัวไม่คุ้นตา ต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาอยู่ก็ดูไม่เขียวชอุ่มเหมือนที่บ้านเรา

ดูเป็นเพียงบ้านของใครสักคนก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ ไม่ใช่บ้านของเธอ

เธอก้าวเข้ามาเพื่อเรียนรู้…………

เรียนรู้ว่าการเดินไปเซเว่นเป็นหมู่คณะเป็นกิจวัตรจนพนักงานจำหน้าได้นั้นสนุกสนานแค่ไหน

เรียนรู้ว่าชาลิปตันที่เทใส่ถุงน้ำแข็งทำให้ชุ่มชื่นใจเพียงใด

เรียนรู้ว่าเกสรดอกไม้จากต้นไม้หน้าบ้านใหม่ร่วงกระจายใส่ทุกคนอย่างเท่าเทียมเสมอ

เรียนรู้ว่าเครื่อง Mac ใช้งานยากขนาดไหน

เรียนรู้ว่าการนอนในถุงนอนบนพื้นก็สบายใจไม่แพ้เตียงที่บ้านเดิม

เรียนรู้ว่าการอาบน้ำในห้องน้ำแบบบาหลีนั้นจะมีเพลงประกอบเสมอในวันหยุดสุดสัปดาห์

เรียนรู้ว่าการทำงานจนสว่างคาตาก็สนุกสนานได้

เรียนรู้ตัวเองว่าที่จริงแล้วเธอจะทำตัวร้ายๆ ใส่คนรอบข้างเวลาเครียดจัด

เรียนรู้ว่าที่เคยคิดว่าตัวเธอนั้นเข้มแข็ง ถึงแม้เครียดเพียงใดก็จะไม่ร้องไห้ง่ายๆ นั้นผิดถนัด เพราะน้ำตาของเธอกลับไหลออกมาอย่างง่ายดายเมื่อได้พูดคุยกับคนที่เข้าใจ

เรียนรู้ว่าเซอร์ไพรส์ดีๆ มีได้เรื่อยๆ

เรียนรู้ที่จะรับมือกับเซอร์ไพรส์เหล่านั้น

เรียนรู้ว่าการทำงานในเวลาที่จำกัดและด้วยคนที่จำกัดนั้น แม้จะเหน็ดเหนื่อยแต่ก็สนุกสนาน

และเหนือสิ่งอื่นใด

…….ได้เรียนรู้ว่าเธอไม่เคยอยู่เพียงลำพัง

อ้อมกอดอบอุ่นที่ได้รับในวันนั้นทำให้เธอยังยืนหยัดอยู่ได้

รอยยิ้มและกำลังใจที่มีให้เสมอทำให้เธอมีพลัง

ความห่วงใยทำให้เธอยิ่งเข้มแข็ง

ความผูกพันทำให้เธอหลั่งน้ำตาเงียบๆ ภายในเมื่อถึงวันลาจาก

กาลครั้งหนึ่งไม่นานนัก……

ในที่สุด เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนั้นก็ได้กลับบ้าน จากบ้านที่เคยคิดว่าเป็นของใครสักคนก็ไม่รู้ บ้านที่มีต้นไม้ใหญ่แต่ไม่เขียวชอุ่มเหมือนบ้านเรา กลับสู่บ้านเก่าที่น่าจะเฝ้านับวันคอย

แต่ในวันนั้น ทำไมบ้านของใครคนอื่นกลับดูคุ้นเคย ต้นไม้ใหญ่ก็ดูเขียวชอุ่มกว่าทุกวัน แม้กระทั่งโต๊ะไม้สีน้ำตาลเก่าแก่ก็ดูอบอุ่นมั่นคงกว่าทุกครั้ง

เธอได้เรียนรู้อะไรมากมาย

แต่ไม่ได้เรียนรู้เลยว่า

ทำไมน้ำตาของเธอถึงต้องไหลในวันที่ต้องจากมา………

เดียร์ปรู๊ฟจูเจ็ด

Lesson 9 : “นิทานแห่งความทรงจำ”

June 25th, 2010

 25/06/53       

“เป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่ว่า คุณสามารถทำสิ่งต่างๆ จนบรรลุผลได้ หากไม่สนใจว่าใครจะได้ชื่อว่าเป็นคนทำ”

-Harry S. Truman-

             กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ดินแดนอันไกลโพ้น พระราชาองค์หนึ่ง กำลังต้องการจะสร้างพระราชวังฤดูร้อนขึ้น..จึงประกาศรับสมัครผู้ที่อาสาจะมาช่วยสร้างพระราชวังหลังนี้.. โดยผู้ที่สร้างพระราชวังหลังนี้..จะได้รับการจารึกในประวัติศาสตร์.. เมื่อข่าวนี้จึงแพร่กระจายไปยังหมู่บ้านอื่นๆอย่างรวดเร็ว เมื่อถึงวันรับสมัคร จึงมีคนจากหลายหมู่บ้าน หลายสาขาอาชีพ มาสมัครเข้าร่วมการสร้างพระราชวังหลังนี้ พระราชาทรงเลือกผู้ที่เหมาะสม และให้พวกเขาเหล่านั้นเริ่มดำเนินการปรึกษาหารือกัน..และสร้างพระราชวังหลังนี้ให้เสร็จในระยะเวลา 3 เดือน

             พวกเขาเริ่มปรึกษาหารือกัน..ว่าจะสร้างพระราชวังหลังนี้ให้ออกมาเป็นอย่างไร วันแล้ว.. วันเล่า..จนในที่สุดก็ได้พระราชวังในแบบที่พวกเขาต้องการ พวกเขาจึงแบ่งหน้าที่และแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย

             1 เดือนผ่านไป จากอิฐก้อนเล็กๆ จำนวนมาก เริ่มก่อร่างสร้างเป็นฐานพระราชวังอันแข็งแรง อิฐแต่ละก้อนถูกเอามาวางเรียงกันอย่างพิถีพิถัน แต่ระหว่างการก่อสร้างนั้นย่อมมีปัญหาเกิดขึ้นเสมอ แต่ทุกคนก็พยายามที่จะช่วยกันแก้ไขและผ่านปัญหานั้นไปอย่างดีที่สุด

             ความพยายามในการแก้ปัญหา เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า บางปัญหาสามารถแก้ไขได้ แต่บางปัญหาต่อให้พยายามอีกซักแค่ไหนก็ตาม แต่มันยังดีไม่พอ จึงตัดสินใจไปขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญให้มาช่วยเนรมิตพระราชวังหลังนี้ให้เป็นไปอย่างที่หวังไว้

             เมื่อย่างเข้าเดือนที่ 3 กำลังใจและพลังในการทำงานเริ่มลดน้อยลง หลายคนถึงกับท้อ และยอมแพ้ไประหว่างทาง โดยที่เขาลืมไปว่า ยังมีคนที่รอคอยที่จะทำหน้าที่ต่อจากเขาอยู่ พระราชวังเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น บางคนเมื่อทำงานของตนเองเสร็จสิ้นแล้ว เขาเลือกที่จะสลักชื่อของเขา ลงบนผลงานที่เขาทำสำเร็จและจากไปราวกับหมดหน้าที่ของเขาแล้ว แต่อีกหลายคนก็เลือกที่จะอยู่คอยช่วยเหลือ ตกแต่ง และแก้ไขให้พระราชวังหลังนี้ออกมาอย่างดีที่สุด

             ท้ายที่สุดแล้ว พระราชวังหลังนี้ก็สามารถสร้างเสร็จทันตามกำหนด ถึงแม้มันจะไม่ใช่พระราชวังที่งดงามที่สุด แต่ก็เป็นพระราชวัง ที่เกิดจากความพยายามของเหล่าผู้อาสาทุกคน

              ที่จะถูกจารึกไว้ในความทรงจำตลอดกาล

 เดียร์อาร์ทได จูเจ็ด

Lesson 8 : “หนังภาคต่อกับประตูที่เปิดทิ้งไว้”

June 23rd, 2010

23/06/53 

                หลายวันก่อนได้ดูหนังเรื่องหนึ่ง รู้สึกเหมือนตอนจบยังค้างๆ คาๆ เราเชื่อว่าคนเขียนบทตั้งใจเปิดประตูทิ้งไว้แบบนั้น…รอให้เรื่องราวเดินผ่านประตูไปเรื่อยๆ ไม่ยอมปิดจนกว่าจะพอใจ

                จนไม่นานมานี้ก็รู้สึกเหมือนชีวิตตัวเองคล้ายหนังเรื่องนั้น

แต่หนังบางเรื่อง ที่คนให้ทุนหรือผู้สร้างเห็นวี่แววว่าหนังที่เพิ่งลงโรงฉายไปนั้นมีทีท่าว่าจะขายได้ต่อ จึงจัดการส่งเงินก้อนโตอนุมัติให้ผู้กำกับสร้าง ‘ภาคต่อ’ ทันที เรื่องราวที่ว่าจบแล้วไปในการสร้างครั้งแรก ซึ่งเขียนบทมาเท่านั้น ก็ยังสามารถ ‘แถ’ เขียนบทให้มันต่อเนื่องไปได้อีก เพียงเพราะต้องการขายต่อ นี่คือความจริงของหนังหลายเรื่องที่มีภาคต่อเหล่านั้น

                แต่ชีวิตเราคงแถไม่ได้แบบนั้น

                หลายปีก่อน ตอนที่ส่งใบสมัครเข้ามาฝึกงานทำนิตยสาร ไม่ได้คิดอะไรมากมายหรอก เพียงแค่อ่านแล้วชอบแนวคิด ก็เลยอยากจะทำงานด้วยเท่านั้น สายที่เรียนมาก็ไม่ได้เอื้ออำนวยเท่าไร รู้แค่ว่าตัวเองพอขีดๆ เขียนๆ ได้นิดหน่อย คงน่าจะพอถูไถไปได้บ้าง แต่ใบสมัครใบนั้นก็ไม่สามารถพาไปถึงจุดหมายปลายทางได้

                อ่านนิตยสารไปๆ มาๆ ก็เหมือนไฟลามทุ่ม ดับแทบไม่ทัน กว่าจะรู้ตัวอีกที นิตยสารแทบทุกหัวก็วางเกลื่อนเต็มห้องนอนไปหมดแล้ว พอลองทบทวนตัวเองดู เราคงจะชอบอ่านนิตยสารจริงๆ ‘ชอบอ่าน’ แต่ยังไม่ได้หมายความว่าจะ ‘ชอบทำ’

                ใบสมัครใบเดิมก็ส่งไปที่เดิมอีกครั้งเพราะความอยาก ถึงแม้จะพาไปไม่ถึงจุดหมายปลายทางเช่นเคย แต่ก็ไปได้ไกลกว่าเดิม เสียใจนิดหน่อย ยังดีที่นิตยสารอีกเล่มที่ให้โอกาสได้สัมผัสกับโลกนิตยสารจริงๆ จนมั่นใจว่า ‘ชอบทำ’ แน่นอน ความอยากที่มากเกินจนล้นก็ได้รับการปลดปล่อย

                รู้สึกโล่งๆ บอกไม่ถูก และเวลาเห็นนิตยสารที่เราได้เขียนวางอยู่ตามแผงก็มีความสุขบอกไม่ถูกเหมือนกัน รู้แต่ว่ายิ้มไม่หุบไปหลายนาที

                วันนี้ เราก็ได้ก้าวเข้ามาฝึกงานที่นิตยสารแห่งนั้นอย่างเต็มตัว แต่ทว่าความรู้สึกเมื่อครั้งหลายปีก่อนนั้น หายไปราวกับหมอกยามเช้าที่หายไปตอนสายๆ เหตุผลเพราะงานนิตยสารอันหอมหวานได้รับการดอมดม แทะเล็ม หม่ำคำใหญ่ เป็นผลพวงจากนิตยสารอีกเล่มที่ได้เข้าไปฝึกงานก่อนหน้านั้น แต่ยังไม่รู้สึกอิ่มหรอกนะ เพราะเขาว่ากันว่า “ความรู้กินยังไงก็ไม่อิ่ม”

                สองเดือนกว่าๆ ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ท้องก็ยังว่างๆ เหมือนเดิม อาหารจานหลักไม่ได้ทำให้อิ่มเลย แต่อาหารเสริมนี่สิ ถึงแม้มันจะไม่ได้ทำให้อิ่ม แต่ก็รู้สึกอิ่ม เอ๊ะ! ยังไง 

                ลองคิดๆ ดู สองเดือนนี้ถ้าเอามาเปรียบเทียบแบบหล่อๆ ก็เหมือนหนังเรื่องหนึ่ง ที่มันจวนเจียนใกล้จะจบเต็มที เรื่องราวที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านจุดเริ่มต้น จุดไคลแมกซ์ จุดคลี่คลาย มาเรียบร้อยแล้ว แม้ตอนแรกหนังเรื่องนี้จะไม่ได้บ่งบอกว่าเป็นหนังประเภทไหน จะบู๊ล้างผลาญ หักมุมอินดี้ หรือโรแมนติกสุดซึ้ง ก็ไม่ได้มีแปะไว้ก่อนเข้าชมแต่อย่างใด แต่กลับรู้สึกได้หลังจากที่ได้ร่วมแสดงอย่างเต็มตัว ว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนัง ‘ครบรส’ ราวกับหนังไทยในยุคหนึ่งที่มีครบทุกรสจริงๆ ถึงจะบอกไม่ได้ว่ามีรสอะไรบ้าง แต่บอกได้คำเดียวว่า ‘สนุกมาก’

               ถ้าจะให้จัดแผนการตลาดโปรโมตรับรองว่าโดนใจกลุ่มเป้าหมายทุกกลุ่มไปแบบเต็มๆ เด็กข้างบ้านคงชอบเพราะมีฉากแฟนตาซี เด็กแว๊นข้างซอยคงชอบเพราะมีฉากซิ่งมอเตอร์ไซค์ เด็กแนวข้างเตียงคงชอบเพราะมีฉากแช่กล้องตอนกลางคืน เด็กกระโปรงบานขาสั้นข้างกำแพงคงชอบเพราะมีฉากเพื่อนรักเพื่อนสุดซึ้ง ลุงข้างห้องคงชอบเพราะมีฉากกัดจิกการเมือง อาม่าข้างรั้วคงชอบเพราะมีฉากร้องเพลง และกลุ่มเป้าหมายใหญ่สุด วัยรุ่นทุกคนคงชอบเพราะมีฉากดราม่าหลายฉากที่สะท้อนถึงความฝันของพวกเขา…มันเป็นฉากดราม่าที่เราชอบมากๆ ด้วยสิ ถ้าออกเป็นแผ่น คงจะเปิดดูแต่ฉากนี้อีกหลายรอบแน่ๆ 

                หนังเรื่องนี้ ไม่ได้เขียนขึ้นมาก่อนจะถ่ายทำ แต่มันเป็น ‘หนังสด’ ที่ถ่ายทำไปตามโชคชะตาฟ้าลิขิตบวกความปรารถนาที่มาจากก้นบึ้งในจิตใจ

แต่อย่างว่า มันก็ยังค้างๆ คาๆ อยู่ดี คงจะมีภาคต่อจริงๆ นั่นแหละ เพราะนายทุนอนุมัติให้เราสร้างแล้ว

                ประตูที่เปิดทิ้งไว้ตอนแรก เราตั้งใจเปิดไว้จริงๆ ไม่ได้ลืม

            หรือมีใครมาแอบเปิดทิ้งไว้

เฮง จูเจ็ด

Lesson 7 : “วันนั้น วันหนึ่ง วันนี้”

June 21st, 2010

21/06/53

วันนั้น ….

ผมครุ่นคิดกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า ทันทีที่ผมขึ้นไปถึงชั้นสามซึ่งเป็นชั้นบนสุดของอาคารสามชั้นที่ชื่อ เอกมัย ช็อปปิ้งมอลล์ หากแต่ความพิเศษของมันอยู่ตรงที่ ชั้นนี้เป็นที่ตั้งของนิตยสาร  อะเดย์  ที่ที่ผมได้เจอกับสิ่งใหม่ พบกับหน้าที่แบบใหม่ และเห็นว่าสิ่งเหล่านั้นต้องอาศัย การเรียนรู้ แท้จริงก็คือการเรียนรู้ในหน้าที่ หน้าที่ที่ผมเป็นคนเลือกที่จะทำมัน หน้าที่ของกองบรรณาธิการ อะทีม จูเนียร์ 7

วันหนึ่ง….

ผมค้นพบว่าการเรียนรู้ที่ผ่านมานั้น มันสนุกอย่างน่าประหลาดใจ งานนิตยสารมีหลากหลายสิ่งที่ซับซ้อน มีหลายอย่างที่เราคาดไม่ถึง แต่นั้นแหละคือเสน่ห์อย่างมากของนิตยสาร ผมสัมผัสได้ถึงความความจริงที่ว่าหากเราอยากให้คนอ่านรักเรา เราก็ต้องรักคนอ่านก่อน สำหรับผมแล้ว อะเดย์รักคนอ่านด้วยการพยายามที่จะเสาะแสวงหาสิ่งที่ดี มาบอกกล่าว มานำเสนอ ผมซึมซับสิ่งเหล่านี้จากจากอะทีมผู้พี่ที่โชกโชนในประสบการณ์ของการทำนิตยสาร จริงๆแล้วในฐานะคนอ่าน ผมเคยคิดว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ไม่น่าจะยากนัก แต่เมื่อได้มีส่วนร่วมในฐานะคนทำแล้วนั้น ผมทิ้งความคิดนั้นไปแล้วเริ่มคิดใหม่ในสิ่งที่ประสบพบเจอ โชคดีครับที่ผมมีผู้สมรู้ร่วมคิดกับผมด้วย นั้นคือ เพื่อนๆเหล่าอะทีมจูเนียร์ทั้ง 15 คน ที่ต่างคนต่างมีของเป็นของตัวเอง ของที่ว่านั้นก็คือ ความสามารถอันหลากหลาย พวกเราจึงมีสิ่งดีๆที่ได้คอยแลกเปลี่ยนกัน

วันนี้….

เป็นเวลาเกือบสามเดือนแล้วที่ผมได้ใช้ช่วงชีวิตของการเป็นอะทีมจูเนียร์ 7 ผมค่อนข้างจะตื่นเต้นที่หน้าที่ในการแสวงหาสิ่งดีๆให้กับคนอ่านของผมจะออกมาเป็นรูปแบบอย่างชัดเจน ในวันที่อะเดย์เล่มที่ 118 ได้สำเร็จลง วันนั้นหน้าที่ของผมและเพื่อนๆอาจเสร็จสิ้นในกระบวนการทำงาน แต่คงจะไม่สิ้นสุดที่จะเรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆที่จะผ่านเข้ามาในชีวิต เหมือนกับวันนั้นวันที่งานที่นี้คือสิ่งใหม่ที่ผมต้องเรียนรู้ จนวันหนึ่งการเรียนรู้สิ่งเหล่านั้นทำให้เกิดประสบการณ์ที่เพิ่มพูนขึ้น ถึงวันนี้ที่ทุกสิ่งได้หลอมรวมจนเกิดความรู้สึกว่า ผมอาจเป็นคนโชคดีคนหนึ่ง

ที่ได้มีโอกาสเรียนรู้ในสิ่งที่อยากรู้  

แมน จูเจ็ด

Lesson 6 : “ชิงช้าสวรรค์”

June 18th, 2010

18/06/53

    เคยสงสัยไหมว่า ชิงช้า กับ ชิงช้าสวรรค์ต่างกันตรงไหน?

    ก่อนหน้านี้ฉันไม่เคยสงสัยมาก่อน เพราะคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่น่าสงสัยเลยสักนิด

    ชิงช้าก็คือเครื่องเล่นที่มีแผ่นไม้กระดานผูกติดกับโซ่ มีไว้ให้เรานั่งแกว่งยืนแกว่งในรัศมีไม่เกิน 180 องศาจากพื้นราบ

    ส่วนชิงช้าสวรรค์คือเครื่องเล่นทรงกลมหน้าตาคล้ายล้อจักรยานยักษ์ประดับไฟนีออน มีตู้โดยสารทำจากลูกกรงเหล็กประมาณ 20 ตู้ให้คนเข้าไปนั่งได้ทีละไม่เกิน 2-3 คน ตู้ทั้งหมดผูกติดอยู่กับดุมตรงกลางซึ่งหมุนพาเราขึ้นไปลอยตัวบนท้องฟ้าด้วยพลังงานจากมอเตอร์ด้านล่าง

    คำตอบอาจจบอยู่แค่นั้น

    ถ้าในคืนที่พี่ๆ อะทีมซีเนียร์เลี้ยงส่ง พวกเราเหล่าจูเนียร์ไม่ไปเล่นชิงช้าสวรรค์กันต่อที่สนามหลวง

    คืนนั้น ฉันได้เรียนรู้ว่าที่ชิงช้าสวรรค์ต้องมีคำว่า ‘สวรรค์’ ต่อท้ายอาจไม่ใช่เพียงเพราะมันสามารถพาเราขึ้นไปอยู่สูงเสียดฟ้าราวกับได้ขึ้นสวรรค์หรือเพราะภาพวิวจากด้านบนที่สวยงามเหมือนอยู่บนสวรรค์เท่านั้น

     แต่เพราะชิงช้าสวรรค์เป็นเครื่องเล่นใจกว้างที่ให้ความสุขกับคนเล่นได้พร้อมกันทีละหลายๆ คน ไม่เหมือนชิงช้าธรรมดาที่คนเล่นจะสนุกอยู่แค่คนเดียว

    ส่วนที่ดีที่สุดของการเล่นชิงช้าสวรรค์ของแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน

    บางคนชอบตอนที่ตู้ของตัวเองได้อยู่บนจุดสูงสุด

    บางคนพอใจแค่การได้เห็นทิวทัศน์แบบ bird eye view จากด้านบน

    บางคนชอบตอนที่ได้โบกมือทักทายคนรู้จักด้านล่าง

     และอีกหลายคนชอบวินาทีที่ชิงช้าหยุดกึกและห้อยต่องแต่งน่าเสียวไส้

    แต่สำหรับฉัน ส่วนที่ดีที่สุดของการเล่นชิงช้าสวรรค์รอบนี้คือการได้เล่นพร้อมกับเพื่อนๆ อะทีมจูเนียร์คนอื่นๆ

    เหมือนกับการได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของอะทีมจูเนียร์เจ็ด

     ส่วนที่ดีคือการที่ฉันได้ลองทำนิตยสาร เพื่อตอบตัวเองว่าจริงๆ แล้วชอบมันเหมือนที่เคยคิดมาตลอดรึเปล่า

     ส่วนที่ดีคือการได้ทำงานกับ a day นิตยสารที่ใครหลายคนใฝ่ฝันอยากร่วมงานด้วย

     ส่วนที่ดีคืองานนี้ทำให้ฉันได้คุยกับคนเจ๋งๆ หลายคนที่ไม่คิดว่าจะได้คุย และได้ลองทำอะไรหลายๆ อย่างเป็นครั้งแรกในชีวิต

     แต่ส่วนที่ดีที่สุดตลอด 3 เดือนที่ผ่านมาคือ การได้รู้จักเพื่อนๆ ทุกคนในทีมต่างหาก

      พวกมัน ‘พิเศษ’ จริงๆ

      พิเศษในตัวมันเอง แบบไม่มีใครซ้ำใคร เคยแอบคิดเหมือนกันว่าถ้าไม่มาอยู่รวมกันแบบนี้ มันจะพิเศษได้ขนาดนี้ไหม พิเศษขนาดที่ทำให้คนที่ใช้ชีวิตไปวันๆ เดินไปตามทางที่ไม่เคยถามตัวเองเหมือนกันว่าทำไมต้องเดินอย่างฉันได้ตั้งคำถามกับตัวเองอย่างจริงๆ จังๆ ว่าชีวิตต้องการอะไรและชีวิตแบบไหนที่อยากใช้ต่อไป

    ฉันชอบมากกกกกกก (สำเนียงกิ๊บสัน) ที่กิ๊บสันพูดว่าพวกพี่เขาเลือกเรามาเพื่อให้เราขัดเกลากันเอง

    ฉันเข้าใจมากกกกกก (สำเนียงกิ๊บสัน) ที่พี่เบ๊นท์ อาร์ตได จูหกบอกว่าชีวิตนี้คุ้มแล้วที่เกิดมาเจอเพื่อนๆ อะทีมจูเนียร์รุ่นเขา

    ฉันอยากขอบคุณพี่ๆ อะทีมทุกคนมากกกกกก (สำเนียงกิ๊บสัน)  ที่ออกตั๋วชิงช้าสวรรค์รอบนี้ให้พวกเรา

     ขอบใจทุกคนมาก (สำเนียงกูเอง) ที่เดินเข้ามาในชีวิต

    แต่ก็อย่างว่า ‘สวรรค์’ ไม่ได้ขึ้นกันง่ายๆ ตั๋วเลยมีจำนวนจำกัด แถมนั่งได้แป๊บเดียวก็ต้องลงซะแล้ว

    ไม่เป็นไร ครั้งหน้าไปเล่นชิงช้าสวรรค์ด้วยกันอีกนะทุกคน

     อยากให้มากันครบๆ จังเลย

เอิง จูเจ็ด

Lesson 5 : “กาลครั้งนี้”

June 15th, 2010

15/06/53

กาลครั้งหนึ่ง … ( เมื่อปิดเทอมก่อน )
 
          “ปิดเทอม ” คำๆนี้ดูจะมีความหมายกับฉันมากเป็นพิเศษ ทุกครั้งที่ฉันเห็น ได้ยิน หรือ นึกถึงคำนี้เล่นๆ มันจะมาพร้อมกับความรู้สึกสุขแบบอมยิ้มเสมอ ยิ่งถ้าเป็นช่วงเวลาใกล้ปิดเทอมเข้ามา ฉันยิ่งตื่นเต้นเป็นเท่าตัว หลังจากการสอบวันสุดท้ายของเทอม ฉันต้องเตรียมตัวเก็บของกลับบ้านที่ต่างจังหวัด ระหว่างทางฉันรู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก ช่วงเวลาปิดเทอมเป็นช่วงที่มีเวลาว่างยาวนานถึง 3 เดือน ทำให้ฉันต้องพยายามหากิจกรรมมาทำ เช่น ช่วยแม่ขายของ นัดเจอเพื่อนเก่า เล่นสงกรานต์ หรือ จัดทริปไปเที่ยวทะเลใกล้บ้าน ขนาดมีกิจกรรมเยอะขนาดนี้ แต่ด้วยระยะเวลาที่มีมาก ฉันจึงสามารถใช้ชีวิตโดยไม่ต้องเร่งรีบ นอนดึก ตื่นสาย อ่านหนังสือเล่มโปรด นั่งปลดปล่อยจินตนาการอย่างอิสระ เล่นอินเตอร์เน็ต และยังเป็นช่วงเวลาที่ฉันได้ใช้ร่วมกับครอบครัวอย่างเต็มที่ นี้คงเป็นเหมือนคอร์สผักผ่อนฤดูร้อนที่ช่างอิ่มเอมใจ
 
กาลครั้งหนึ่ง…( เมื่อไม่นานมานี้ )
 
         เคยมีคนพูดว่า “การที่โอกาสดีๆจะผ่านเข้ามาในชีวิตนั้นเป็นเรื่องยาก ” ฉันก็เคยรู้สึกคล้อยตามประโยคนี้ จนวันนึงรู้สึกอึดอัดกับความฝันที่มีอยู่มากมายจนอยากทยอยความฝันบางอย่างออกมา จึงตัดสินใจออกไปวิ่งตามหาโอกาสเผื่อจะทำให้ความฝันเป็นจริง เมื่อโอกาสผ่านมาฉันรีบวิ่งตามโอกาสแล้วพยายามทำความรู้จักกับมัน
 
กาลครั้งหนึ่ง … ( เมื่อปิดเทอมนี้ )
 
          “ปิดเทอม” นี้ หลังจากที่ฉันได้เข้ามาทำงานกับเธอ ( a day ) ไม่นาน พวกเรา ( junior 7) ทุกคนได้รู้จักกัน และเริ่มเรียนรู้กัน ทำให้ฉันมีเพื่อน มีน้อง มีพี่ เพิ่มขึ้น ทุกคนใจดีมาก ทุกๆวันล้วนมีเรื่องราวเกิดขึ้นทั้ง รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ความตื่นเต้น ความเข้าใจ ความเห็นใจ ถึงแม้บางครั้งจะมีปัญหาเข้ามา จนพวกเรา ( junior 7)  รู้สึกเหนื่อย และท้อ แต่ทุกเรื่องราวเหล่านี้เต็มไปด้วยความทรงจำที่ประทับใจ ทุกความประทับใจเหล่านี้ทำให้ฉันรู้ว่า การที่เราเต็มที่และพร้อมจะสนุกไปกับโอกาสที่เข้ามานั้นยากยิ่งกว่าการจะเดินตามหาโอกาส แต่ถึงแม้มันจะยากแค่ไหนมันก็คุ้มค่า ขอบคุณโอกาสที่ทำให้ฉันเห็นความหมายของเวลามากขึ้น ปิดเทอมหน้าฉันคงต้องวิ่งออกตามหาโอกาสอีกครั้ง
 
กาลครั้งหนึ่ง…( เมื่อวานนี้ )
 
          เอก อี้ เอ้ก เอ้ก นานแล้วซิ ! ที่ฉันไม่ได้ยินเสียงนี้แบบจริงๆ นี้คงเป็นเช้าที่เช้าที่สุดในรอบหลายเดือน การดำเนินชีวิตของฉันเริ่มต้นเร็วขึ้นกว่าทุกวัน ทั้งที่ร่างกายของฉันยังเต็มไปด้วยความสะลึมสะลือ แต่เมื่อได้สัมผัสกับลมเย็นและความเงียบที่แอบมีเสียง จิ๊บ จิ๊บ ของนกแว่วมา บวกกับลมเย็นๆที่พัดมาพร้อมความสดชื่น ทำให้ฉันรู้สึกกระปรี้กระเปร่าอย่างบอกไม่ถูก ”

         “นี้คงเป็นของวิเศษที่แอบอยู่ในช่วงเวลาเช้า”

ไนซ์ จูเจ็ด

Lesson 4 : “มาหัด+อัศจรรย์=มหัศจรรย์”

June 11th, 2010

11/06/53       

               “ทำไมมึงมาฝึกงานอะเดย์วะ” เพื่อนเราที่มหา’ลัยหลายคนยังถามเราอยู่ เราเองก็ยังถามตัวเองอยู่ จริงๆแล้วเราไม่ใช่มนุษย์ครีเอทีฟเลย แล้วก็ไม่เคยจะรู้ข่าวสารบ้านเมืองอย่างประชาชนคนอื่นเขาเพราะว่าไม่ค่อยดูทีวี สำนวนก็พิสดารเหมือนจะเสพคนละสิ่งพิมพ์กับคนอื่น พูดจาก็ไม่เคยจะรู้เรื่อง จนหลายคนถามว่ามึงโตมาในวัยเด็กแบบไหนเนี่ย

                ตั้งแต่เวิร์คชอปยันจบ พี่ๆพยายามบอกให้เราคิดว่าตัวเองเป็นอะเดย์ เราก็ไม่รู้ว่านาย(หรือนางสาว)อะเดย์คนนี้เป็นแบบไหน  หน้าตาอย่างไหน เลยคิดเอาว่าการเขียนให้อะเดย์ งานเขียนของเราจะกึ่ง Anonymous คือเป็นบุคคลไร้หน้าและนามที่ถ่ายทอดเล่าเรื่องต่างๆให้คนอื่นฟัง นักเขียนเป็นอาชีพที่ไร้ตัวตน ไม่มีใครสนใจหรอกว่าเราชอบกินข้าวมันไก่ ดูหนังโคตรอินดี้ หรือชอบเล่นโยคะ ตราบจนกว่าเราจะเอาสิ่งที่อยู่ในสมองหรือประสบการณ์ของเรามาเล่าให้มันน่าสนใจที่จะฟัง การมาทำงานอะเดย์ทำให้เราต้องเสพสื่อเยอะมาก เพื่อจะกรองเอาที่น่าสนใจมาเล่าให้คนอื่นฟัง เราเล่าให้เพื่อนฟังว่า เราไม่เคยจะต้องสนใจความเป็นไปในโลกใบนี้ขนาดนี้มาก่อน

                การที่เราได้รู้จักอะไรเยอะขึ้น มันก็ทำให้รูปร่างของโลกในความคิดเราเปลี่ยนไป มันมีมิติมากขึ้น แต่มันก็ไม่ได้ทำให้เราเต็มนะ ยิ่งรู้มันก็เหมือนยิ่งรู้ว่าตัวเองไม่รู้ มีคนเก่งกว่าเราอีกมาก มีคนโชคร้ายกว่าเราอืกมาก มีคนที่ขยันกว่าเราอีกมาก  มีคนที่คิดชื่อคอลัมน์เก่งมาก มีคนอีกหลายแบบหลายแนวที่เราไม่เคยมีโอกาสจะได้รู้จัก ถ้าเราไม่ได้มาฝึกงานที่นี่ อาจจะแค่รู้ว่ามีอยู่บนโลกแต่ไม่เคยอยู่ในความรู้จักคุ้นเคย มนุษย์ชาวอะทีมจูเนียร์ที่ทุกคนก็ไม่มีใครจะเหมือนกัน แอนนียาแกรมแยกคนเป็น 9 ประเภท เราเห็นว่าคงไม่พอ a team junior มีคนหลายแนวหลายแบบหลากความสนใจและหลายอารมณ์

                เมื่อก่อนเวลาเราทำงานรายงานกลุ่มกับเพื่อน มันไม่ใช่การแบ่งงานจริงๆสักเท่าไหร่ บางครั้งคุยกันมากแล้วไม่ได้ความ ก็จะปัดๆไปว่ากูเอากลับไปทำที่บ้านให้ ส่วนมึงก็ปริ๊นต์ ส่วนมึงอีกคนทำรายงานอีกวิชาไป เราไม่เคยจะต้องเอางานเราไปกลมกับคนอื่นจนมันกลืนกันเหมือนนายอะเดย์เป็นคนเขียนคนเดียวมาก่อน  การที่ผสมความหลากหลายจนกลายเป็นหนึ่งเป็นเรื่องหินสำหรับเรา มันไม่ใช่การเปลี่ยนตัวเอง มันน่าจะเรียกว่าการปรับมากกว่า การที่มันกลืนกันไม่ได้แปลว่าจะมีสำนวนเดียว แนวคิดเดียว แต่น่าจะเป็นการเอาสิ่งที่ต่างมาผสมผสานให้มันหลากหลาย แต่ยังคงunityไว้ เราไม่ได้สร้างไร่ที่ต้นไม้ทุกต้นเป็นต้นชนิดเดียวกัน แต่มันน่าจะเป็นป่าที่มีพืชหลายพันธุ์มาอยู่ด้วยกันมากกว่า ยิ่งเปรียบแล้วมันยิ่งงงรึเปล่า 55

                มีหลายคราวที่เราท้อ เหนื่อยและหน่าย บางครั้งก็รู้สึกว่าที่พยายามไปไม่มีความหมาย บางครั้งสำนวนที่เราว่าเก๋ดีก็โดนตัดอย่างไร้เยื่อใย บางครั้งเราก็วาร์ปตัวเองสู่โลกประจำตัว น่าจะเรียกว่าโรคส่วนตัวกำเริบมากกว่า ไม่ใช่ว่าจะอินดี้หรืออะไร เราเองพื้นฐานเป็นโรคไม่เครียด คือพยายามจะบอกตัวเองว่าความเครียดเป็นทุกข์ เราต้องไม่เครียด แต่จริงๆแล้วมันเป็นสิ่งที่หลีกไม่ได้ และไม่ควรเลี่ยงแต่ควรจะเผชิญหน้า มีหลายเรื่องดราม่าเกิดขึ้น และวิธีแก้ปัญหาที่ดีคือการนั่งและคุยกัน ไม่ใช่บอกว่าไม่เป็นไร แต่กลับบ้านไปเผาพริกเผาเกลือ

                บางทีเราก็จูนไม่ติด ไม่รู้ว่าคุยเรื่องเดียวกันอยู่ไหม บางครั้งก็ไม่เข้าใจ แต่ไม่กล้าจะ announce ความไม่เข้าใจนี้ออกมา พี่แมนเคยตั้ง status facebook ว่า “ความไม่เข้าใจถือเป็นการเข้าใจประเภทหนึ่ง” เราอยากกดไลค์สักแปดสิบห้าหน เราเข้าใจว่าพี่แมนหมายถึง เราต้องเข้าใจว่าเราไม่เข้าใจเสียก่อน จึงจะเข้าใจจริงๆได้ เพราะการคุยกันหลายทีเราก็เผลอไผลเออออว่า อ๋อ เราเข้าใจ แต่กลับบ้านไปงง เราเป็นบ่อยหลายที เราจึงต้องพยายามเข้าใจตัวเอง มีสติกว่าแต่ก่อน ถ้ายังงง ลงนึกถึงสมัยม.ปลาย เวลาไปเรียนเคมี อ.อุ๊แล้วฟังเพลิน อืมๆ หนูเข้าใจแล้ว กลับไปโรงเรียนทำข้อสอบก็ยังงงอยู่ นั่นไม่ใช่ลืม แต่แปลว่าเข้าใจผิดว่าเข้าใจแล้ว ทำไมเราต้องเปรียบเทียบให้มันงงด้วยเนี่ย หวังว่าคนอ่านจะเข้าใจ

                เราคงจะไม่มีคำคมปิดท้ายหล่อๆเพราะตอนนี้ยังคิดไม่ออก ตลอดเวลาสามเดือนที่ได้เรียนรู้จากการฝึกงานที่นิตยสารแห่งนี้  นี่เป็นส่วนหนึ่งของเหตุผลว่าทำไมเรามาฝึกงานที่นี่

                สิ่งที่ได้รับเป็นสิ่งที่คาดคิดไม่ถึงว่าจะได้รับเสมอ

ทราย จูเจ็ด

Lesson 3 : “อยู่ที่เรียนรู้”

June 8th, 2010

08/06/53

    กาลครั้งยี่สิบเจ็ดเมษายน ได้เวลาเริ่มต้นของช่วงเวลาแห่งการปิดเล่ม การจากลากำลังจะมาถึง มันเป็นจุดจบของประสบการณ์หนึ่ง เพื่อที่จะเป็นจุดเริ่มต้นอีกครั้งของการเริ่มต้นประสบการณ์ใหม่

    ตลอดสองเดือนที่ผ่านมา ความรู้สึกหลากหลายเข้ามาประดังถาโถมเรา ความผิดหวัง ความเศร้า ความมีชีวิตชีวา ความไม่เข้าใจ ความสุขแบบซาบซ่านจากข้างใน ฯลฯ มันประสมคละเคล้า และเมื่อเราต้องกลั่นสิ่งที่เราเรียนรู้จากความรู้สึกทั้งหมดเหล่านี้ออกมาเป็นคำพูด มันจึงค่อนข้างยากเย็น สิ่งที่เรากำลังพยายามเขียนต่อไปนี้คือ ‘บทเรียน’ ที่เราหวังว่าจะเป็นประโยชน์ให้กับคนวัยเดียวกันที่กำลังแสวงหาประสบการณ์ชีวิต หรืออยู่ในช่วงรอยต่อระหว่างชีวิตการเรียนกับชีวิตการทำงานจริง

คำถามคือ เราได้เรียนรู้อะไรบ้างจากการฝึกงานที่อะเดย์

หนึ่ง เราได้เรียนรู้ที่จะ ‘ไม่คาดหวัง’

    สาเหตุที่เราตัดสินใจสมัครฝึกงานที่นี่เพราะเราต้องการ ‘แรงบันดาลใจ’ ประสบการณ์นอกมหาวิทยาลัยทำให้เราค้นพบว่าในฐานะที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ เราอยากทำให้ชีวิตของเรามี ‘คุณค่า’ เราตอบตัวเองไม่ได้ว่าเราจะทำงานหาเงินมากๆไปเพื่ออะไร แม้เงินจะสำคัญต่อการเลี้ยงชีพ แต่มันมีสิ่งที่สำคัญในชีวิตมากกว่านั้น เราได้คำตอบของเราในใจบ้างแล้ว แต่เราต้องการแรงบันดาลใจที่มากกว่านี้เพื่อต่อยอดให้เราเดินไปสู่ ‘ชีวิตจริง’ อย่างเปี่ยมด้วยความมั่นใจ

    แต่ผลกลับเป็นในทางตรงกันข้าม ‘ไฟ’ของเราที่เคยลุกโชนจากการสั่งสมในมหาวิทยาลัยได้มอดลงไปมากแล้ว เมื่อเรา ‘คลาดหวัง’ จากสิ่งที่เรา ‘คาดหวัง’ ผลลัพธ์ของความรู้สึกย่อมเจ็บปวด แต่เมื่อมองย้อนกลับไป การมอดลงของไฟก็ไม่ใช่เรื่องแย่เสียทีเดียว

    ก่อนจะเล่าว่าการที่ไฟมอดลงมันดีอย่างไร ก็น่าจะเล่าให้ฟังก่อนว่าอะเดย์ก็ให้แรงบันดาลใจเราเช่นกัน การทำงานที่นี่ทำให้เราพบว่าเราชอบพูดคุยกับผู้คน โอกาสในการทำงานสัมภาษณ์เป็นประสบการณ์อันมีค่าที่เราหาจากที่อื่นไม่ได้ เราได้โอกาสไปสัมภาษณ์คนเจ๋งๆประมาณโหลนึง และคนโหลนี้ต่างก็มีชีวิต มีแนวความคิด มีอุดมการณ์ที่แตกต่างกัน การพูดคุยแลกเปลี่ยนทรรศนะเบื้องลึกกับพวกเค้าทำให้เราได้เรียนรู้ประสบการณ์ส่วนตัวของผู้เจนโลกในสาขาต่างๆที่เราไม่อาจหาจากที่ไหนได้ การสัมภาษณ์อาจารย์อัจฉรา ประดิษฐ์ กับอาจารย์ชีวัน วิสาสะทำให้เราได้เรียนรู้แง่มุมที่ลึกซึ้งของนิทาน และทำให้การอ่านนิทานของเราไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ในขณะที่การได้พูดคุยกับ ‘น้าอ้าว’ เกียรติสุดา ภิรมย์ทำให้เรารู้ถึงหลักการวางสมดุลระหว่างชีวิตจริงกับอุดมการณ์ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับคนธรรมดาคนหนึ่ง

    แต่การสัมภาษณ์ที่เราประทับใจที่สุดคือการได้พูดคุยกับกลุ่มช่างภาพ Hanuman Photos กับพี่โจ้พัชรินทร์ นักศิลปะบำบัดจากเดิมที่ไม่เคยมีความรู้ด้านการถ่ายภาพ พี่เป้ และพี่ๆกลุ่ม Hanuman ทำให้เราตื่นเต้นกับภาพที่อุดมด้วยชีวิตและความรู้สึก แนวคิดหลักของกลุ่ม Hanumanคือการถ่ายภาพเพื่อสะท้อนปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม และ ‘ขับเคลื่อน’ สังคมไปพร้อมๆกัน สำหรับ Hanuman แล้วภาพถ่ายไม่ได้ทำหน้าที่แค่บอกเล่าเรื่องราว แต่ยังช่วยส่งผ่านความรู้สึก และยังผลไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่แม้แต่ผู้ถ่ายภาพก็มิอาจคาดเดา เป็นอีกครั้งที่เราได้เรียนรู้ว่าชีวิตจริงกับอุดมการณ์มันยากที่จะปรับให้สมดุล แต่การละอุดมการณ์ไว้ข้างเตียงก็ไม่ใช่เส้นทางที่พวกเค้าเลือกเดิน การรับรู้ใน ‘ความรู้สึก’ ของพลังทางความคิดในช่วงระหว่างการสัมภาษณ์ทำให้ใจเรากระชุ่มกระชวย สมองโลดแล่น เหมือนมันค้นพบอะไรบางอย่างที่ ‘โดน’ อย่างจัง

    ความประทับใจอีกครั้งคือการเดินทางไปสัมภาษณ์หมอโจ้ พัชรินทร์ ที่บ้านพัก เราพูดคุยกันถึงเรื่องศิลปะบำบัด ชีวิต และความตาย เราคุยกันตั้งแต่แต่เรื่องเบาๆจนถึงเรื่องที่ไม่คิดว่าจะได้คุยอย่างประเด็นการุณยฆาต (Euthanasia) งานหลักของหมอโจ้คือการใช้ความสร้างสรรค์ให้เกิดประโยชน์แก่เด็กพิเศษและเด็กที่กำลังจะเสียชีวิต ให้พวกเค้าได้ปลดปล่อยความรู้สึกผ่านผลงานศิลปะ แล้วใช้จิตวิทยาเข้าร่วมเพื่อช่วยเยียวยาและชี้ทางให้พวกเค้าได้ค้นพบทางออกของปัญหาชีวิตด้วยตนเอง การได้คุยกับหมอโจ้เป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่า หมอโจ้เล่าชีวิตการเป็นนักศิลปะบำบัดให้เราฟังด้วยเสียงพูดเศร้าๆเครือน้ำตาทว่าเปี่ยมสุข เมื่อได้มองประกายตา เราก็รู้ทันทีว่าคนๆนี้ทำงานด้วยใจ ด้วยการทุ่มเททั้งชีวิตและความรู้สึกให้กับงานที่ทำเพื่อให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ ในชีวิตจริงเราจะไม่มีทางได้คุยกับคนมีพลังแบบนี้ถ้าเราไม่ได้มาที่อะเดย์ หลังจากที่คุยจบ ใจเราเป็นสุข เราเดินบนถนนกลับบ้านด้วยหัวใจที่ชุ่มชื่น พองโต และมีรอยยิ้มอาบใบหน้า เรายังจำได้เป็นอย่างดีถึงความรู้สึกในวันนั้น

    แม้เราจะยังไม่ลืมแรงบันดาลใจจากคนมีไฟเหล่านี้ แต่ด้วยเนื้องานและสภาพแวดล้อมที่เราอยู่มันไม่ได้ช่วยเติมไฟให้เราได้ตลอดเวลา ไฟที่มีก็เริ่มมอดลงๆ เราได้เรียนรู้ว่างานทุกอย่างย่อมต้องมีอุปสรรคเป็นปรกติ อยู่ที่ว่าเราจะรับมือกับมันได้ดีแค่ไหน และนี่คือสิ่งที่เราได้มา คือถึงไฟจะมอดลง แต่ไฟก็ติดทนนานขึ้น แสงไฟที่ออกมาก็นวลขึ้นจากเดิมที่แผดสีแสบจ้าบาดตาคนข้างๆ

สอง การทำงานที่นี่ทำให้เราได้เรียนรู้ที่จะลดอัตตา

    เรายอมรับเลยว่าเราเป็นคนมีอีโก้ เราเป็นคนให้ความสำคัญกับความรู้สึก ในขณะเดียวกันเราก็เชื่อมั่นในการใช้เหตุผลเพื่อการตัดสินใจ เราเชื่อในการแสดงความคิดเห็นเสรี เชื่อในการเปิดใจกว้าง เชื่อในการถกเถียงแบบสร้างสรรค์(สำหรับเรา หมายถึง การถกเถียงที่จะ ‘รื้อสร้าง’ ก็ได้ แต่ต้องเสนอแนวทางการ ‘สร้างใหม่’ ด้วย ไม่เช่นนั้นงานจะไม่เดินหรือเดินช้ามาก)

    แต่หลักการหรือความเคยชินก็ใช่ว่าจะนำมาปฏิบัติกันได้ง่ายๆในสภาพการทำงานจริง

    เราคิดว่า ในเรื่องการทำงานเป็นทีม สิ่งที่สำคัญยิ่งคือความสามารถในการปรับตัวตามสถานการณ์ การทำงานเป็นทีมทำให้เราเริ่มรับความเชื่อจากบางสำนวนที่เราไม่เคยเชื่อมันเลย (เช่น สำนวนของเติ้งที่ว่าแมวสีอะไรก็ได้ จับหนูได้เป็นพอ) เราได้รู้ว่าสิ่งที่เราสนใจหรือคิดว่าสำคัญใช่ว่าทุกคนจะให้ความสำคัญเหมือนกัน เราได้เรียนรู้ว่าการเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางไม่ได้ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีแต่อย่างใด การเปรียบตัวเองให้ไหลเหมือนสายน้ำในบางครั้งก็ย่อมได้ผลที่น่าชื่นใจมากกว่า

     อีกตัวอย่างหนึ่งที่พอยกให้เห็นได้คือเรื่องงานเขียน เรามีความเชื่อส่วนตัวว่าเราไม่สามารถประเมินงานเขียนของคนอื่นได้ ยกตัวอย่างเช่น เราคิดว่างานเขียนของคนนี้เนื้อหาลึกซึ้ง ในขณะที่อีกคนมองว่ามันน่าเบื่อหรือยากเกินไป หรือเราคิดว่างานเขียนที่ใส่อารมณ์ความรู้สึกในตัวอักษรเป็นงานเขียนที่ดี แต่ในขณะที่อีกคนชอบงานเขียนที่เข้าใจง่าย ทุกคนอ่านได้ เป็นต้น ‘ตัวตน’ ในงานเขียนของแต่ละคนจึงเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การใส่ใจ วิจารณ์ได้แต่ไม่พึงดูถูกเหยียดหยาม

     เราไม่ได้เรียนวารสารมาจึงไม่รู้หลักการของมัน เราเข้าใจเอาเองว่างานเขียนในนิตยสารไม่สามารถใส่ตัวตนของผู้เขียนลงไปได้อย่างเต็มที่ งานเขียนนิตยสารต้องอ่านง่ายเป็นหลัก ต้องเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของนิตยสาร สำหรับคนที่มีอีโก้อย่างเรา การสลายตัวตนในงานเขียนถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี รู้สึกปล่อยวางได้เมื่องานเขียนของเราจะถูกปรับแก้ไขยกชุดโดย Editor และตระหนักได้ว่าผลงานของทีมมีความสำคัญกว่าความรู้สึกของปัจเจก ฟังแล้วอาจดูเชือดเฉือน(และเราก็ได้แผลเลือดไหลเป็นทาง) แต่เราว่ามันสำคัญทีเดียวสำหรับทีมเวิร์กที่ดี ใช่ว่าเราจะไม่ใส่ใจในความรู้สึกของกันและกัน การห่วงใยความรู้สึกและทำความเข้าใจกันให้เคลียร์จนถึงที่สุดเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้สำหรับการเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดีต่อกัน

สาม เราได้เรียนรู้ที่จะฝึกความอดทนอดกลั้น (toleration) และการเอาใจเขามาใส่ใจเรา (empathy)

     ฟังดูเหมือนหัวใจของสันติวิธี แต่หลักการสองอย่างนี้เราเชื่อว่ามีความเป็นสากลสูงมากและเป็นสิ่งที่เราเชื่อมาโดยตลอด เราคิดว่ามันให้ผลยอดเยี่ยมในการทำงานจริงและในการทำความเข้าใจสังคม หากตัวเราต้องไปอยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง การทำความเข้าใจความคิดและความรู้สึกของแต่ละขั้วตรงข้ามเป็นสิ่งที่คุ้มค่าที่จะทำ แม้จะเป็นเพียงความพยายาม เพราะคุณจะไม่มีวันเข้าใจขั้วใดหรือปัญหาใดๆได้ลึกซึ้งหากคุณไม่เข้าไปอยู่ในขั้วนั้นหรือไม่เจอปัญหานั้นด้วยตัวเอง แต่มันก็ยังดีกว่าการที่คุณไม่พยายามทำความเข้าใจอะไรเอาเสียเลย

     สิ่งเหล่านี้เป็นประสบการณ์และบทเรียนส่วนตัวที่เราได้เรียนรู้จากที่นี่ ช่วงรอยต่อระหว่างชีวิตการเรียนกับชีวิตการทำงานจริงเป็นช่วงที่ทำหลายคนเขวเอาง่ายๆ แต่เราเชื่อว่าชีวิตคนๆหนึ่งไม่ต้องการกรอบไปกำหนดมันมากมาย ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับกาลและโอกาส(รวมถึงโชค)ที่เข้ามา โดยที่เราไม่อาจไปกำหนดทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นไปตามที่เราคาดหวัง

     ชีวิตที่มีขึ้น มีลง มีสุข มีเศร้า มีรุ่งโรจน์ มีตกอับ

     ถึงจะเรียกว่าชีวิต

ไก่ จูเจ็ด

Lesson 2 : THERE’S NO PLACE LIKE HOME

June 4th, 2010

04/06/53

    กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่เคยอยากหนีจากบ้านไปยังสถานที่อันแสนไกล แต่เมื่อเธอถูกพายุหอบร่างไปยังสถานที่เคยใฝ่ฝัน เธอกลับไม่รู้สึกมีความสุขอย่างคิด และออกเดินทางเพื่อหาวิธีกลับบ้าน

    พร้อมกับเพื่อนร่วมทางสามคน ซึ่งกำลังตามหาสิ่งที่คิดว่าตนเองขาดหายไป ได้แก่ หุ่นฟางที่อยากมีสมอง, หุ่นกระป๋องที่อยากมีหัวใจ และสิงโตที่อยากมีความกล้าหาญ

    ทั้งสี่เดินไปตามถนนสีเหลือง ที่เชื่อว่าจะนำไปพบพ่อมด ซึ่งสามารถทำให้ทุกความปรารถนาเป็นจริง

    แต่ก่อนจะถึงจุดหมาย ทั้งหมดต้องเผชิญอุปสรรคมากมายที่เข้ามาทดสอบสติปัญญา ความกล้าหาญ และมิตรภาพที่มีต่อกัน ก่อนจะพบว่าสิ่งที่แต่ละคนคิดว่าขาดนั้น แท้จริงมีอยู่แล้วภายในตัว เพียงแต่อาจไม่ทันสังเกตหรือไม่เชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองเป็นเท่านั้นเอง

    เรื่องที่กล่าวมาเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์เรื่อง Wizard of Oz (1939) ซึ่งคล้ายกับเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงกาลครั้งหนึ่งไม่นานมานี้ เมื่อชายหญิง 14 คน ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ต้องมาอยู่ร่วมกันเป็นเวลาเกือบสามเดือน เพื่อทำนิตยสารฉบับหนึ่งให้สำเร็จ

    ต่างคนต่างเส้นทางที่มา ต่างความฝันที่ใฝ่หา แต่มีจุดหมายเดียวกัน

    กว่าจะล่วงเลยมาถึงช่วงสุดท้ายของภารกิจนี้ ผมและเพื่อนๆ ต้องผ่านช่วงเวลาที่มีปัญหามากมายรุมเร้าเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาในการใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อคิดธีมของ a day เล่ม 118 ให้ดีที่สุด, ปัญหาเรื่องความกล้าหาญในการตัดสินใจ รวมทั้งติดต่อบุคคลต่างๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ต้องการ และปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ ที่ทุกคนต้องช่วยกันประคับประคองความรู้สึกของกันและกันไว้ ซึ่งปัญหาหลังสุดนี้เอง ที่ผมยกให้เป็นปัญหาใหญ่ที่สุดหลังผ่านการทำหน้าที่บรรณธิการ

    3 เดือนที่ผมฝึกงานอยู่ที่ a day แบ่งได้เป็นสองช่วงอย่างชัดเจน ช่วง 2 เดือนแรกที่เป็นกองบรรณาธิการ คือช่วงแห่งการ ‘เรียนรู้’  และช่วงเดือนสุดท้ายที่เป็นบรรณาธิการ คือช่วงแห่งการ ‘รับรู้’

    เพราะตลอดเดือนที่ทำ a day เล่ม 118 ผมต้องรับรู้ความคิดเห็นของเพื่อนร่วมทีม และรุ่นพี่ในอะเดย์, รับรู้ความรู้สึกของทีมงานที่เสนอความคิดเห็นอะไรไปแล้วไม่ถูกเลือก หรือถูกสั่งให้แก้ไขงานเขียนหลายครั้ง รวมทั้งต้องรับรู้ความเห็นและความรู้สึกของตัวเองว่าจริงๆแล้วต้องการอะไร และยังมีความสุขในสิ่งทำอยู่หรือไม่

    หากเปรียบไปแล้ว ผมคงไม่ต่างกับเด็กหญิงในเรื่อง Wizard of Oz ที่ต้องรับหน้าที่เป็นผู้นำของเพื่อนร่วมทางอีกสามคน ที่กำลังคิดว่าตัวเองขาดอะไรบางอย่างทั้งที่มันไม่จริง ในขณะเดียวกัน ผมก็เป็นแค่เด็กอีกคนหนึ่งที่อยากรู้วิธีกลับบ้าน ทั้งที่ไม่เคยอยากกลับบ้านจริงๆ

    ไม่ได้ไม่อยากกลับ แต่กลับไม่ได้ เพราะยังไม่บรรลุเป้าหมายในการเป็นบรรณาธิการที่ดี ซึ่งในความคิดของผม บรรณาธิการที่ดีคือคนที่ควรจะดึงศักยภาพของทีมงานทุกคนออกมาให้ได้มากที่สุด แต่ผมยอมรับว่าในตอนนี้ผมคงเป็นได้แค่คนที่ ‘พยายามจะเป็น’ บรรณาธิการที่ดีเท่านั้น

    ขณะนี้อะทีมจูเนียร์เจ็ดทุกคนกำลังเดินอยู่บนช่วงท้ายๆของถนนสีเหลือง ใกล้จะถึงจุดหมายแต่ก็คล้ายว่าจะยังไม่ถึง แต่อีกไม่นานผมเชื่อว่าทุกคนในทีมจะพบสิ่งที่เขาคิดว่าขาดหาย และผมจะได้กลับบ้าน เหมือนกับตอนจบของโลกแห่งออซที่สอนให้รู้ว่า เรื่องมหัศจรรย์ไม่มีอยู่จริง และพวกเราจะได้พบสิ่งที่ตามหา

       “ก็ต่อเมื่อหันกลับมามอง และมั่นใจในสิ่งที่เรามี”

เบสท์ จูเจ็ด

Lesson 1 : สู้ๆ นะ

June 1st, 2010

 01/06/53

    กาลครั้งหนึ่ง ณ ดินแดนเอกมัยอันไกลโพ้น ยังมีชาวแก็งค์จูเนียร์ 7 มาหัดทำนิตยสาร 1 เล่มที่อะเดย์ สองสามเดือนที่ผ่านมาเราใช้คำว่า  “ สู้ๆนะ ” กันบ่อยมาก ถือเป็นคำยอดฮิต  (พอๆกับคำว่า “หิวแล้ว” ” กินไรดี ” “ร้อนว่ะ “) ทั้งวันที่เหนื่อยและวันที่ไม่เหนื่อย รูปแบบของมันก็มีหลากหลายทั้งรูปแบบดิจิตัลในเฟซบุ๊ค หรือเป็นเวอร์ชั่นสดระหว่างที่นั่งประชุมหรือนั่งทำงานกันอย่างดุเดือด และมันทำให้ความหมายของ “สู้ๆนะ” ในแต่ละวันต่างกันมากจริงๆ อาทิเช่น

    สู้ๆนะ = เป็นกำลังใจให้จริงๆ ถ้าช่วยได้ช่วยทำไปแล้ว แต่นี่มันช่วยไม่ได้จริงๆ งั้นขอเป็นเชียร์ลีดเดอร์อยู่ขอบสนามนะ …3….4!  สู้ๆ!!

    สู้ๆนะ = อย่าเพิ่งตายล่ะ หรือจะชิงตายไปเลยก็ได้ แต่อย่าป่วยนะ เดี๋ยวงานไม่เสร็จ ดูแลตัวเองดีๆล่ะ อย่าให้เชื้อโรคโจมตี!

    สู้ๆนะ = และในวันนี้เธอนั้นจงหยัดยืนและลุกขึ้นอีกครั้งด้วยพลังในหัวใจ…(เพลงพี่เบิร์ด แปะที่ wall ใน เฟซบุ๊ค )

    สู้ๆนะ = ทำงานกันไปนะเราจะไปเที่ยวแล้ว…ลัลลา /เรามีธุรกิจพันล้านต้องไปสะสาง เดี๋ยวกลับมานะ  เดี๋ยวซื้อขนมมาฝาก

    สู้ๆนะ = อนุญาตให้ท้อได้แปปนึง แต่อย่าเพิ่งถอยล่ะ

    สู้ๆนะ = เหนื่อยละสิ  เออ เหนื่อยเหมือนกัน แต่ยังไงก็ต้องกัดลิ้นปิดเล่มกันต่อไปนะ…ซู่ๆ!

    สู้ๆนะ = โหย…หน้าโทรมเชียวแกเอ๊ย เห็นหน้าแกแล้วคิดถึงหลินปิง พักผ่อนเยอะๆนะ เห็นแล้วน่าสงสารจริงๆ โธ่ๆ

    อะไรแบบนี้ นี่แค่ตัวอย่างเล็กๆน้อยๆ แต่ไม่ว่าจะยังไง เราก็ยังชอบได้ยินคำนี้อยู่ดี

    “ สู้ๆนะ”

แนน จูเจ็ด