เอ้ขำร่วน

June 18th, 2011 by admin

 

18 มิ.ย. 54

วันที่หนังสือวางอยู่บนมือของพวกเรา

วันนี้ออฟฟิศ a day เต็มไปด้วยเสียงโหวกเหวกโวยวายของชาว junior 8 อีกครั้ง เหตุเกิดมาจากเราได้รับแจ้งข่าวว่าวันนี้ a day 130 มาวางกองรอเราอยู่ถึงออฟฟิศแล้ว!!! จึงถือเป็นโอกาสพิเศษที่จะรวบรวม 15 ชีวิตที่แตกกระสานซ่านเซ็นไปสู่หนทางของตนเอง ให้กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง

5 โมงเป็นเวลาที่เรานัดแนะว่าจะไป เปิด / กรี๊ด / อ่าน a day 130 พร้อมกัน

เมื่อเดินทางไปถึงฉันเห็นเพื่อนจูเนียร์บางคนนั่งรออยู่ก่อนแล้วบนโซฟาสีครีมตัวเก่าที่เรามักจะนั่งเบียดกันทำงานเสมอตลอดสามเดือน คนไปก่อนรอคนไปหลัง คนไปหลังกำลังรีบเดินทางมา เชื่อว่า ณ เวลานั้น a team junior 8 ทั้ง 15 คน แม้ภายนอกท่าทางจะดูสงบนิ่งแต่ภายในต้องกำลังตื่นเต้นกับ “บันทึกความทรงจำ” ที่พวกเราร่วมกันทำมาตลอด 3 เดือน

a day เล่มอื่นๆเวลาเปิดอ่านเราจะตื่นตาตื่นใจที่ได้เรียนรู้เรื่องราวใหม่ๆ ได้อ่านความคิดไม่เหมือนใคร ได้พูดคุยกับคอลัมน์นิสต์ที่ชอบ แต่ a day เล่มนี้เป็นมากกว่านั้นเพราะมันเป็นบันทึกความทรงจำของการทำงานร่วมกับพี่ๆเพื่อนๆ a team ทุกคน โดยเฉพาะความทรงจำช่วงเดือนสุดท้ายที่พวกเราได้เดินทางขึ้นเหนือลงใต้ไปพุดคุยกับชมรมต่างๆทั่วประเทศไทย

และตอนนี้บันทึกความทรงจำเหล่านั้นได้ถูกรวบรวมและวางอยู่บนมือของพวกเราแล้ว

ทุกคนค่อยๆแกะห่อพลาสติกและคลี่เปิดอ่านทีละหน้าไปด้วยกัน แน่นอนว่าพวกเราแต่ละคนต้องเคยอ่านข้อความเหล่านี้มากันแล้วคนละหลายรอบ เคยลงพื้นที่ไปกดชัตเตอร์เก็บภาพเหล่านี้ด้วยตัวเอง เคยจัดวางตัวอักษรและภาพเหล่านี้กันไม่ได้หลับได้นอน โดยเฉพาะพิสูจน์อักษรที่ปรู๊พมาราธอนจนบ่นว่าไม่รู้รสชาติอาหาร แต่พวกเราก็ยังเปิดอ่านทุกหน้าซ้ำๆและยิ้มด้วยกันคนละหลายที :)

ความสุขมันสร้างขึ้นได้ ส่งต่อกันได้ และใช้ซ้ำได้จริงๆ ไม่เชื่อลองเปิดหาร่องรอยกันได้ใน a day 130 นะ

ปล. คิดถึงนะทุกคนไว้มาขำด้วยกันอีก 555

เอ้ กอง บ.ก.

 

วินดีเลย์ ช.เดจู

May 31st, 2011 by admin

12 พฤษภาคม 2554

ด้วยวันเวลาที่ใกล้จะได้ปิดเล่มเข้าไปทุกที ความกดดันจึงเริ่มถาโถมเข้ามาหนักขึ้นในความรู้สึกพวกเราทุกคน

ฉันรู้สึกได้ว่าทุกคนใน a team junior 8 ต่างมีความกังวล และคาดหวังให้ a day เล่ม 130 ออกมาดีที่สุด ทั้ง กองบ.ก. ช่างภาพ พิสูจน์อักษร และอาร์ตไดฯ ทุกคนเริ่มผสานงานพูดคุยกัน ถามไถ่กันถึงคอลัมน์ต่างๆ กันอย่างเข้มข้น อาจเพราะก่อนหน้านี้เราได้สารกระตุ้นชนิดแรงมาจากพี่ก้อง ด้วยคำพูด สีหน้าที่จริงจัง ฉันรู้ได้ทันทีว่าพวกเราจะเอ้อระเหยอย่างที่เคยเป็นมาตลอดไม่ได้แล้ว

ตั้งแต่เริ่มการเสนอคอลัมน์ต่างๆ กับพี่ๆ ที่กว่าจะผ่านนั้นยากแสนยาก และเหตุการณ์ที่พี่ก้องเรียกหัวหน้าบ.ก.ยิ่ว และแอมไปคุยอย่างซีเรียส ทำให้ฉันรับรู้ได้อย่างหนึ่งคือ ความใส่ใจของพี่ๆ ที่มีต่อการทำ a day ทุกเล่ม

แล้วเราเป็นใครหรือ? ที่จะมาทำให้สิ่งที่เขาฟูมฟัก และให้คุณค่ามาตลอด ต้องมีจุดด่างพร้อย

คือประโยคที่ฉันเตือนตัวเองบ่อยครั้งหลังจากเหตุการณ์นั้น อาจจะฟังดูเป็นสิ่งที่กดดัน แต่ฉันไม่เคยรู้สึกว่ามันเป็นการทวงถามจากเจ้านายที่ต้องการเร่งงานให้เกิดดอกออกผลตามต้องการเพื่อทำกำไรให้ได้มากที่สุด เพราะในสายตาและคำพูดจากพี่ๆ ทุกคน ฉันเชื่อและรู้สึกได้ว่ามีความห่วงใยเจือจางอยู่

สิ่งเหล่านี้เองที่ฉันได้เรียนรู้ การทำงานที่มีจุดเริ่มต้นจากความรักนั้นมีพลังมากเหลือเกิน มันทำให้เราไม่สามารถปล่อยทิ้งให้สิ่งที่เราทำนั้นเละเทะ หรือขาดคุณค่าที่เราต้องการจะส่งต่อให้คนอื่น

ถึงอย่างไรนั้นฉันยังเชื่อว่า a day 1 เล่มที่อยู่ในมือพวกเราจะต้องออกมาดี และฉันเชื่อในตัวเพื่อนๆ ทุกคนว่าเขาจะตั้งใจทำเล่ม 130 ของพวกเราสุดความสามารถ

สิ่งเหล่านี้เตือนใจฉันอยู่เสมอว่าฉันเป็นคนโชคดี โชคดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่ง โชคดีที่ได้รับโอกาสเหล่านี้

และโชคดีที่ได้รู้จักกับพวกเขา

วินดีเลย์ ช.เดจู กอง บ.ก.

บาสบราโว ช.เดจู

May 30th, 2011 by admin

วันพุธที่ 11 พฤษภาคม 2554

ขอเริ่มด้วยการนอกเรื่อง

ขอเริ่มด้วยการเล่าเรื่องของน้องลีโอ

น้องลีโอเป็นลูกของพี่แหม่มลูกน้องคุณพ่อผมอีกที พี่แหม่มเป็นคนที่เห็นผมมาตั้งแต่เด็ก เธอเอ็นดูผมเหมือนเป็นลูกเธออีกคน

น้องลีโอรูปร่างอ้วนเหมือนแม่ของเขา เขาเป็นเด็กฉลาด แม่ของเขาว่าอย่างนั้น

วกกลับมาในเรื่อง

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสไปทำคอลัมน์ที่สภากาชาด การมาทำงานหนังสือ ไม่ได้ให้ความรู้แค่วิธีทำหนังสือ แต่เรายังได้ปัญญาของโลกกว้างกลับไปด้วย

วันนี้ผมได้เรียนรู้ถึงกรุ๊ปเลือดของคนว่ามีกรุ๊ปเลือดพิเศษอยู่ด้วยที่เขาเรียกว่า Rh negaive ที่ใน 1,000 คนจะมีแค่ 3 คน

ปัญหาอยู่ที่ถ้าเลือดของผู้มีเลือดหมู่พิเศษผสมกับผู้มีเลือดหมู่ธรรมดา อาจเป็นไปได้ว่าเลือดนั้นจะไม่เข้ากัน และเด็กที่เกิดออกมาเลือดก็อาจจะต้านกัน และสร้างปัญหาที่ไม่มีทางรักษาได้

วกกลับไปนอกเรื่อง

น้องลีโอคือเด็กโชคร้ายคนนั้น

ในวัย 14 ปีเขาเริ่มมีตุ่มขึ้นตามร่างกายและมีไข้ คุณหมอบอกว่ามันจะลามไปเรื่อยๆ และสุดท้ายฉากละครชีวิตจะจบลงในวัย 20 ปี

น้องลีโอเป็นลูกคนเดียว

กลับเข้าเรื่องเป็นครั้งสุดท้าย

ตอนนี้ก็ใกล้เวลาปิดเล่มกันแล้ว

ตอนนี้ทุกคนกำลังพยายามทำงานกันอย่างขะมักเขม้น

กำลังรีบทำงานกัน แต่ว่าไม่รีบกันจนละเลยรายละเอียด

ตอนนี้อนาคตของหนังสือ a day junior8 กำลังเห็นกันอยู่รางๆ

แต่เราทุกคนก็ไม่ได้สนใจอนาคตกันมากเกินไป

เราสนใจปัจจุบันมากกว่า ทำตอนนี้กันให้ดีที่สุด

เพราะอนาคตเราคาดเดามันไม่ได้

 

บาสบราโว ช.เดจู

เบศ ช่างภาพ

May 28th, 2011 by admin

 

LIKE LIFE

นฤเบศ วาดวารี ถ้าปล่อยให้สิ่งที่ชอบนำทางเรา ตอนจบจะเป็นอย่างไร?

ใครๆ ก็พูดว่าชีวิตคือการเดินทาง ทุกเส้นทางเดินล้วนมีทางแยกมากมายที่ต้องเลือก แล้วอะไรล่ะที่เรานำมาเป็นเครื่องตัดสินใจ เหตุผล ตรรกะ ความคิดพ่อแม่ ความคิดเพื่อน หรือดวง ตลอดระยะเวลาที่นั่งคุยกับ นฤเบศ วาดวารี ช่างภาพ 1 ใน 2 ของ a team junior 8 ผู้ซึ่งแต่งตัวเยี่ยงทำงานอยู่บริษัทแฟชั่นดีไซน์ เขาย้ำคำว่า ‘ชอบ’ อยู่บ่อยครั้ง แล้วการที่เขาเลือกทำในสิ่งที่เขาชอบจะพาเขาไปสู่ที่ใดกัน?

ก่อนจะมาเป็นเด็กคณะวิจิตรศิลป์ผู้ชอบถ่ายภาพเป็นงานอดิเรก นฤเบศตอน ม.ปลาย คือเด็กสายวิทย์ ผู้หลงรักในวิชาคณิตศาสตร์มากกว่าสิ่งใด เขาเลือกที่จะนิยามตัวเองว่า ‘เด็กวิทย์หลังห้อง’ “แรกๆ ก็นั่งหน้าห้อง แต่เรียนไปรู้สึกว่าไม่ชอบก็เลยไปนั่งหลังห้องดีกว่า ไม่รบกวนคนอื่นด้วย นั่งนิ่งๆ ของเรา ไม่ได้ส่งเสียงดังโวยวายอะไร ตอนนั้นยังหาทางของตัวเองไม่เจอ จนได้มาอ่านคอลัมน์ playground ใน a day ซึ่งมีงานที่ดีของนักศึกษา ทำให้เรารู้สึก ‘ชอบ’ งานศิลปะ อยากเข้าคณะนิเทศศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร”

นฤเบศเจอทางแยกครั้งแรกเมื่อเขาสอบตรงติดคณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.ศิลปากร ส่วนผลแอดมิชชันกลางให้อีกทางเลือกหนึ่งคือคณะวิจิตรศิลป์ ม.ลาดกระบัง เขาต้องเลือก ระหว่างคณะที่จบออกมาดูมีการงานที่มั่นคงกับสิ่งที่เขาสนใจ

การเลือกครั้งที่ 1 – โยนหัวก้อย

“เราโชคดีที่พ่อแม่ไม่ได้บังคับอะไรเลย เขาถามว่าชอบอันไหนมากกว่ากัน แต่เราก็ยังเลือกไม่ได้เสียที  จนพ่อต้องบอกให้โยนหัวก้อยเสี่ยงทาย คือเขาไม่เคยเห็นเราลังเลขนาดนี้ เพราะปกติเป็นคนกล้าตัดสินใจ พอโยนออกได้วิศวะฯ พ่อก็บอกให้ไปขึ้นรถ แต่เรากลับขอโยนอีกที เราเลยคิดได้ทันทีว่าเราไม่ได้อยากเรียนวิศวะจริงๆ เรา ‘ชอบ’ วิจิตรศิลป์มากกว่า เราก็เลยคิดว่าถ้าเราเรียนแล้วมีความสุขเราก็น่าจะทำมันออกมาได้ดี เอาตัวรอดได้ ไม่อดตายหรอก”

การเรียนคณะจิตรกรรมบังคับให้เขาต้องเลือกวิธีการสื่อสารงานศิลปะ ระหว่าง painting อย่างเช่นคนส่วนใหญ่ หรือภาพถ่ายที่ไม่ค่อยมีคนทำกัน เขาเจอกับทางแยกอีกครั้ง

การเลือกครั้งที่ 2 – สวนกระแส

“เราเลือกภาพถ่ายเพราะเรา ‘ชอบ’ มากกว่า มันเป็นสไตล์เรามากกว่า”

มาถึงตอนนี้คงไม่มีใครตอบได้ว่าเขามาถูกทาง แต่ที่ตอบได้คือนฤเบศได้รับรางวัลจากการถ่ายภาพมาแล้ว 2 รายการใหญ่ ทั้งงานประกวดถ่ายภาพนานาชาติครั้งที่ 6 ของมหาวิทยาลัยศิลปากร และงาน young thai artist ที่มีคนส่งภาพเข้าประกวดกว่าพันภาพ เขาไม่ได้เลือกส่งภาพที่เป็น set เดียวกันเหมือนเช่นของคนอื่น แต่ทุกภาพที่เลือกเป็นภาพที่เขา ‘ชอบ’

การเลือกครั้งที่ 3 – เลือกภาพชีวิต

นฤเบศหลงรักบรรยากาศของการเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันในคณะที่เขาอยู่ตอนนี้ เขาเลือกที่จะใช้ชีวิตแบบนี้ ในแบบที่คิ้วของเขาไม่ต้องขมวดกัน ในแบบที่เขาอินไปกับทุกอย่างที่เขาทำ

“นอกจากภาพสาวๆ ภาพที่ทำให้เรายิ้มได้คงจะเป็นภาพที่เราถ่ายแล้วเรายังจำได้อยู่ว่าวันนั้นมันคืออะไร จำรายละเอียดต่างๆ ในวันนั้นได้ว่าเด็กคนนั้นคือใคร ชื่ออะไร กว่าจะถ่ายมุมที่สวยนี้ได้ ต้องรอแสงนานแค่ไหน ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องดี เรื่องเศร้าก็ได้ ขอให้มีเรื่องเล่าของมัน แค่นี้ก็ทำให้เราชอบภาพนี้ขึ้นมาแล้ว”

ภาพในอนาคตของนฤเบศคงไม่มีใครเห็น แต่เราก็มั่นใจได้ว่าทางที่เขาเลือกเดินโดยให้สิ่งที่เขา ‘ชอบ’ นำทางนั้นจะทำให้เขามีความสุข

 

เรื่อง : ชวพล เทพผดุงพร

ภาพ : สามิก มังอรุณ

 

ยิ่ว บรรณาธิการ

May 28th, 2011 by admin

 

 

Keep the Faith

พิสิฐ วงศ์วัฒนากูล ว่าที่นักกฎหมายผู้ใฝ่ฝันจะได้ครองผ้าเหลืองในลมหายใจสุดท้ายของชีวิต

เส้นทางสู่ความสำเร็จของวัยรุ่นในยุคนี้คงไม่มีอะไรมากไปกว่าการเรียนให้ได้เกรดดีที่สุด ทำงานที่ดีที่สุด หาเงินให้มากที่สุด และหาความสุขจากการใช้มันให้มากที่สุด

จากสภาพสังคมที่บีบรัด การแข่งขันที่สูงขึ้นทุกวัน ขอสารภาพว่าเราคิดอย่างบรรทัดข้างบนจริงๆ แต่กลุ่มก้อนความคิดนั้นก็ถูกทำให้สั่นคลอนหลังจากได้จับเข่าสนทนาอย่างเข้มข้นกับยิ่ว หนึ่งในผู้นำทีม a team junior 8 ของเรา

‘ยิ่วสายแข็ง’ หรือ ‘ยิ่วผู้รอบรู้’ คือฉายาที่เพื่อนๆ ในทีมตั้งให้ ด้วยลักษณะนิสัยและการรู้ไปเสียทุกเรื่องของเขา บ่อยครั้งที่เกิดคำถามและข้อสงสัยซึ่งทุกคนต่างต้องเกาหัวระหว่างการประชุมกันในกลุ่ม ยิ่วมักจะเป็นผู้แถลงไขสิ่งเหล่านั้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งตามแบบฉบับ

แต่นอกจากสมญานามที่พวกเราตั้งให้แล้ว เพื่อนที่มหาวิทยาลัยของยิ่วเองก็ให้นิยามความเป็นยิ่วไว้ไม่ต่างจากเรามากนัก ไม่ว่าจะเป็น ‘ยิ่วกูเกิ้ล’ หรือ ‘ยิ่ววิกิพีเดีย’ และอื่นๆ มากมาย จากที่ว่ามาทั้งหมดยิ่วคงปฏิเสธความเป็นผู้รอบรู้ในสายตาคนรอบข้างไม่ได้ แต่เขาได้เปรียบตัวเองเป็น ‘เป็ด’ ที่รอบรู้หลายด้าน แต่จะให้เจาะลึกในหลายๆ เรื่องคงไม่เจ๋งเท่าคนอื่น ส่วนเราจะเปรียบเขาอย่างไร คงต้องรู้จักตัวตนจริงๆ ของยิ่วกันก่อน

พิสิฐ วงศ์วัฒนากูล หรือ ยิ่ว พี่คนโตของครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีน เกิดในจังหวัดยะลา เรียนอยู่ที่อำเภอเบตงจนถึงมัธยมต้น หลังจากนั้นจึงย้ายมาเรียนที่ปัตตานีก่อนจะสอบเข้าคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ แม้ก่อนหน้านั้นจะมีความลังเลเบนเข็มตัวเองไปศึกษาด้านอักษรศาสตร์ แต่จนถึงวันนี้การได้เรียนคณะนิติศาสตร์ก็ไม่ได้ทำให้ยิ่วรู้สึกผิดหวังที่เลือกเส้นทางนี้ “แรกๆ ยังเฉยๆ ไม่ค่อยอินเท่าไร แต่พอเรียนไปเรื่อยๆ แม้หลายคนก็ไม่ชอบ หลายคนเข้ามาแล้วก็ย้ายออก แต่เรารู้สึกว่าเคมีมันเข้ากับเรา ถึงแม้ไม่ได้ชอบมาก ทุกวันนี้ยังเรียนไม่เก่ง ไม่ได้เป็นท็อป อยู่ท้ายๆ ด้วยซ้ำ แต่ว่าเราก็แฮปปี้ ไม่ได้รู้สึกว่าสิ่งที่เรียนมันไร้ค่าสำหรับตัวเองเลย”

ยิ่วกล่าวเสริมกับเราว่าเพราะกฎหมายเป็นสิ่งที่ไม่มีสิ้นสุด มันสามารถพัฒนาไปเรื่อยๆ ประเด็นคือเมื่อไรคนจะเห็นค่าของมัน บางประเทศมีความสม่ำเสมอในการพัฒนา และหลายประเทศจะหันมาพัฒนาก็ต่อเมื่อมันเข้าขั้นวิกฤต แต่ถึงอย่างไรเขาก็ไม่ได้มองว่ากฎหมายถือเป็นสิ่งที่ถูกต้องและดีที่สุด “ในสายตาคนเราวัดดีชั่วง่ายเกินไป มันสรุปไม่ง่ายแบบตรงๆ ว่านี่ถูกนี่ผิด มันต้องเอาข้อกฎหมายกับความจริงบางส่วนมาปรับให้มันพอดี ศีลธรรมยังต้องใช้อยู่ ใช้กฎหมายตายตัวตรงๆ ไม่ได้ แต่กฎหมายจำเป็นต้องมีเพื่อกำหนดกรอบของสังคมและให้สังคมสงบสุข”

ความเข้าใจและชื่นชอบในสิ่งที่ยิ่วกำลังศึกษาเพื่อปูทางไปสู่อนาคตพาเราคิดไปว่าความฝันของเขาคงไม่หนีไปจากการเป็นทนายความ อัยการ และนักกฎหมายมากนัก แต่เมื่อเราได้รู้เส้นทางที่เขาต้องการจะไปถึงจริงๆ ก็ทำให้เราต้องมองยิ่วคนนี้ใหม่ เพราะจุดหมายสูงสุดของเขาหาใช่ทางโลกไม่

ด้วยความรักในธรรมะที่แม่ของเขาปลูกฝังตั้งแต่ยังเด็กทำให้ยิ่วซึมซับหลักธรรมทางพุทธศาสนาไปโดยปริยาย จนถึงปัจจุบัน สิ่งเหล่านั้นยังคงเป็นสิ่งที่ยิ่วใช้ยึดเหนี่ยว เมื่อมีเวลาว่างก็ศึกษาหาอ่านหนังสือธรรมะประเภทชีวประวัติพระธุดงค์กรรมฐานเพื่อจะทำความเข้าใจมันอย่างถ่องแท้ โดยเขาถือว่าเป็นการตอบสนองความชอบและการได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักเท่านั้น “เราไม่ได้ตีธรรมะให้มันดูหนัก แต่ก็ไม่ได้ทำให้มันสนุกนะ แต่เราคิดว่ามันเป็นเรื่องที่อยู่ในเส้นเลือดเรา มันแฮปปี้ตลอดเวลา”

ความใฝ่ทางธรรมของยิ่วเกิดผลที่เราเห็นได้ชัดจากการไม่ยึดติดทางโลกและกระแสสังคมอย่างที่คนส่วนใหญ่เป็น แต่ถึงอย่างไร เขาก็ยังใช้ชีวิตท่ามกลางสิ่งแวดล้อมเหล่านี้  ความขัดแย้งนี้เองที่ทำให้ยิ่วมีเป้าหมายที่อยากจะบวช โดยถึงกับบอกว่าให้โกนหัวห่มผ้าเหลืองวันพรุ่งเลยก็ทำได้ แต่เพราะเขายังมีพ่อแม่ที่ต้องดูแล สิ่งนั้นจึงยังคงเป็นความฝันที่รอเพียงวันและเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น

ถ้าเป็นอย่างนั้นยิ่วไม่มีความฝันที่จะทำงานเก็บเงิน หาคู่ครอง และสร้างครอบครัวแบบคนทั่วไปบ้างหรือ? เราหล่นคำถามนั้นออกจากปากทันทีที่ได้รู้ว่ายิ่วจะหนีพวกเราไปห่มผ้าเหลืองเสียแล้ว

“เคยคิดนะ แต่ธรรมะมันกลบตีเละเลย คือบางทีธรรมะมาแรงๆ ทางโลกแทบไม่มีตัวตนเลย ทุกวันนี้มีแต่ความขี้เกียจ เพราะธรรมะทางอ่านเราเต็มแล้ว แต่ธรรมะมันเป็นเรื่องการปฎิบัติ การลงมือ มันถึงจะรู้สึก” เป้าหมายของเขายังคงมุ่งไปในทางธรรมมากกว่า

เมื่อการสนทนาถลำลึกลงไปในโลกทางธรรมมากขึ้น ทำให้เราเกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับพุทธศาสนา ซึ่งคำตอบผ่านมุมมองของเขาเป็นสิ่งที่เราสนใจในส่วนของข้อสงสัยที่ว่าพระพุทธเจ้ามีจริงไหม

“ทุกวันนี้ที่ทุกคนไม่เต็มร้อยกับศาสนาพุทธเพราะศรัทธาไม่ถึง ศรัทธากับเหตุผลเหมือนจะแยกออกจากกัน แต่มันมีเส้นบางๆ กั้นอยู่ เราจะค้านตลอดกับคนที่บอกว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งเหตุผล มันถูกแต่ถูกไม่หมด ศรัทธามันต้องควบคู่ไปด้วย ถึงแม้ไม่รู้ว่า 2,000 กว่าปีที่แล้วเป็นใคร มีตัวตนจริงรึเปล่า แต่เรารู้ได้ว่าคนที่คิดเนื้อหานี้ออกมาได้ มันเจ๋งว่ะ ฉะนั้น มันไม่ใช่สาระที่มาคิดว่าพระพุทธเจ้ามีจริงไหม เมื่อมาถึงจุดนึงเราจะรู้สึกว่า เราไม่ยึดติดกับตรงนั้น เนื้อหาใช่ เนื้อหาถูก ก็บอกได้แล้วว่าคนๆ นี้เจ๋ง”

เราอยากบอกว่านายก็เจ๋งเช่นกัน


เรื่อง : ชัยพร สิทธิลาภโสภณ

ภาพ : นฤเบศ วาดวารี

 

 

ฟาน กองบรรณาธิการ

May 28th, 2011 by admin

 

What a wonderful world

ปีติชา คงฤทธิ์ สาวน้อยนักออกแบบ ผู้อยากให้โลกมีแต่ความสุข

ในบรรดา a team junior ทั้ง 15 คน เธอถือได้ว่าเป็นหญิงสาวที่ตัวเล็กที่สุดในทีม

รูปร่างที่เล็กกะทัดรัด น้ำเสียงใสแจ๋ว และบุคลิกซนๆ ของเธอเป็นเหตุให้เพื่อนๆ เปรียบเธอเป็นเด็กมัธยมต้น เธอยิ้มรับด้วยความรู้สึกชาชิน โดยบอกกับเราว่าเธอถูกลดอายุตัวเองจากสายตาของคนอื่นมาตั้งแต่เด็กแล้ว

“มีคนบอกเราอย่างนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว อยู่ประถมก็มีคนบอกว่าเหมือนเด็กอนุบาล พอมาอยู่มัธยมก็บอกว่าเป็นเด็กประถม มันถอยกลับเรื่อย ก็รู้สึกดีนะ รู้สึกว่าไม่แก่ อย่างนี้ถ้าเราอายุ 40 จะมีคนบอกว่าเราอายุ 20 ใช่มั้ย?” หญิงสาวบอกกับเราพร้อมรอยยิ้มขนาดมินิ

หากเป็นเช่นนั้นเธอก็เป็นเด็ก ม.ปลาย คนแรกที่ติด a team junior น่ะสิ!

ไม่ตลกให้เสียปริมาณบรรทัดอีกต่อไป มาทำความรู้จักเธอกันดีกว่า เธอคือนิสิตสาวแห่งรั้วจุฬาฯ ชั้นปีที่ 3 (เปิดเทอมนี้ปี 4) ซึ่งแม้คะแนนเธอจะสูงถึงขั้นเรียนแพทย์ได้ แต่เธอกลับเลือกที่จะเรียนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ภาควิชาออกแบบอุตสาหกรรม โดยให้เหตุผลว่าเธออยากใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยอยู่กับอะไรที่สวยงาม และได้คิดอะไรใหม่อยู่ตลอดเวลา ซึ่งความคิดรักอิสระ และความสร้างสรรค์ของเธอนั้นได้บ่มเพาะมาตั้งแต่เธอยังเป็นเด็กมัธยม การต้องย้ายโรงเรียนบ่อยๆ ทำให้เธอได้เห็นความหลากหลายในการสอนของแต่ละโรงเรียน ทำให้เธอได้ค้นพบตัวเองว่าเธอไม่ปลื้มกับกฎระเบียบของโรงเรียนที่ต้องทำอะไรเหมือนๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นทรงผม การแต่งตัว และรายละเอียดอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งเธอประทับใจกับการเรียนในชั้น ม.ปลาย มากกว่า กับนโยบายที่ทำให้เด็กกล้าแสดงออก กล้าคิดกล้าทำ

ในวัยที่ยังค้นหาตัวเองนอกจากจะสนใจด้านการออกแบบแล้ว เธอยังสนใจงานด้านสื่อมวลชนและการอ่าน-เขียน โดยเธอเก็บความฝันเล็กๆ ที่จะเป็นนักเขียนไว้ข้างใน “แค่อยากให้คนอ่านงานที่เราเขียนแล้วมีความสุขก็เท่านั้น ไม่ได้ต้องการว่าจะต้องรักชาติหรืออุดมการณ์อะไร เหมือนแค่เขามีความทุกข์อยู่แล้วพอมาอ่านสิ่งที่เราเขียนเขาก็ได้ความสุขกลับไป ได้กำลังใจกลับไป มันก็เหมือนงานศิลปะ ที่เราจะวาดรูปที่เละๆ ที่ดูโหดร้ายน่ากลัว หรือวาดสิ่งที่ดูสวยงามก็ได้ เหมือนกับว่าเราพูดเพื่อระบายสิ่งที่อยู่ในใจเราออกมา แต่สิ่งซึ่งคนที่มาดูเรารับรู้คืออยากให้เขามีสุขมากกว่าที่จะระบายความในใจตัวเองออกมา”

ทั้งหมดทั้งมวลเป็นแรงผลักดันให้หญิงสาวตัวเล็กได้มายืนอยู่ที่อะเดย์ในวันนี้  โดยเธอมองว่าการทำนิตยสารไม่ได้ห่างไกลจากงานออกแบบมากนัก ”นิตยสารที่จริงคือการออกแบบ ตั้งแต่การคิดชื่อเรื่องมันก็คือการคิด copyright ดีๆ นี่เอง ก็เหมือนงานโฆษณา เออ มันก็น่าสนใจ อย่างการเลือกธีม มันก็ใช้หลักการสร้างสรรค์เยอะมาก คือมันอาจจะไม่ได้ตรงแบบจุดเส้นระนาบ แต่เรารู้สึกว่ามันมีจุดร่วมกัน แค่มันใช้ทักษะคนละด้าน คือถ้าเป็นกอง บ.ก. ก็จะใช้ทักษะการเขียน แต่ถ้าเป็นนักออกแบบก็จะใช้ทักษะการวาด”

เราให้โจทย์เธอว่า หากเธอออกแบบให้กับโลกได้เธอจะออกแบบอะไร ”เปลี่ยนเป็นเสกแทนได้ไหม เสกให้ทุกคนในโลกนี้รัก อยากให้คนรู้จักความรัก เรามองว่าเรายังไม่รักกัน หรือว่ายังรักกันไม่พอ เพราะอย่างนั้นมั้งโลกเราถึงได้เป็นอย่างนี้ โลกเราถึงได้เกิดสงคราม เสื้อแดง เสื้อเหลือง เรายังไม่ได้ทำเพื่อคนอื่น เรายังทำเพื่อตัวเอง ถ้าทุกคนในโลกนี้รักกันได้ทุกอย่างคงดีกว่านี้”

ความมองโลกในแง่ดีของเธอเป็นสิ่งที่เราอาจจะคาดเดาได้จากสีหน้าท่าทางที่ยิ้มแย้มแจ่มใสตลอดเวลา แต่จนถึงบรรทัดนี้หากใครจะเปรียบเธอเป็นแค่เด็กมัธยมแสนจะลั้นลาคนหนึ่งคงได้แค่ทางกายภาพ เพราะภายในร่างเล็กๆของเธอช่างเต็มไปด้วยความคิดดีๆ ที่อยากมองเห็นโลกของเราหมุนไปในทางที่สวยงาม

”การออกแบบมันสอนเรื่องการคิด การมองโลกในมุมใหม่ให้กับเรา พอได้มาเรียนแล้วรู้สึกว่าโลกมันสวยงามไปหมด คือทุกอย่างมันได้รับการออกแบบมาแล้ว ไม่ว่าจะโต๊ะ เก้าอี้ สมุด หรือโทรศัพท์มือถือ รายละเอียดเล็กน้อยๆ ที่กว่าจะเป็นสิ่งนั้นขึ้นมาได้มันทำให้เราซึมซับความงามจากสิ่งเหล่านี้ รู้สึกว่าชอบโลกขึ้นเยอะ โลกนี้เป็นสิ่งที่ซับซ้อนและสวยงาม”

 

เรื่อง : ชัยพร สิทธิลาภโสภณ

ภาพ : สามิก มังอรุณ

 

เเอม บรรณาธิการ

May 28th, 2011 by admin

 

I ‘Am’ a writer

ศศิวรรณ โมกขเสน หลายคนเรียกเธอว่าอนาคตแห่งวงการนักเขียนไทยเด็กสาวผู้ฝันไกลและไปถึง

ใครๆ ก็ฝันกันได้ แต่จะมีสักกี่คนที่เปลี่ยนความฝันเป็นแรงผลักดันพาตัวเองไปสู่จุดที่ไกลกว่านั้น

ไม่ได้อ้างโชคหรือพรสวรรค์ แต่เหตุผลสำคัญที่ทำให้ ศศิวรรณ โมกขเสน หรือ แอม แตกต่างจากนัก (อยาก) เขียนในวัยเดียวกัน คือการเชื่อมั่นในความฝันและไม่รีรอที่จะทำมันให้สำเร็จ สิ่งแรกที่เธอทำในฐานะนักอยากเขียนวัย 16 ปี คือการหาญกล้าส่งเรื่องสั้นเสนอนิตยสารสุดเก๋าอย่าง ช่อการะเกด ผลที่ออกมาเกินความคาดหมาย เพราะเธอได้กลายเป็นนักเขียนที่อายุน้อยที่สุดที่ ‘ผ่านเกิด’ มีงานตีพิมพ์ในนิตยสารเคียงบ่าเคียงไหล่กับนักเขียนรุ่นใหญ่หลายคน นี่ไม่ใช่จุดสูงสุด หากเป็นแค่การเริ่มต้นก้าวใหญ่ในเส้นทางนักเขียนของเธอเท่านั้น

“เราชอบอ่านหนังสือตั้งแต่เด็กๆ เลยอยากเขียนเองดูบ้าง ตอน 8 ขวบเคยลองทำหนังสือพิมพ์รายงานข่าวในบ้าน เช่น หมาตาย หรือพี่สอบติดโรงเรียน เอาไว้อ่านเล่นในครอบครัว ตอนนั้นยังเด็ก ทำอะไรยังไม่เป็นก็เลยวาดรูปแล้วเขียนพาดหัวเอาเอง พอโตขึ้นมาหน่อยก็พยายามพิมพ์คอม ทำเป็นวันเลย แต่เฮ้ย! ทำเป็นเล่นไป เราเอาไปขายผู้ใหญ่ในบ้านได้ฉบับละหลายร้อย รวยเหมือนกันนะ” สาวนิเทศฯ จุฬาฯ สาขาวิชาวารสารสนเทศ ปี 2 เล่าย้อนถึงก้าวแรกในเส้นทางนักเขียนของเธอ ซึ่งตามมาด้วยก้าวเล็กๆ อีกมากมายทั้งเรียงความ เรื่องสั้น และนิทาน แม้เขียนจบเรื่องบ้าง ไม่จบบ้าง แต่การหัดเขียนเล็กๆ น้อยๆ นี่เองที่ช่วยเพิ่มทักษะการเขียนให้เธอ ความมั่นใจในฝีมือการเขียนของแอมเพิ่มขึ้นตอนชั้น ป.4 เมื่อมีคุณครูมองเห็นคุณค่าของสิ่งที่เธอทำ จึงส่งเรียงความของเธอเข้าประกวดจนได้รางวัลเรียงความระดับประถมและกลายเป็นมือวางอันดับต้นๆ ในการประกวดเรียงความของโรงเรียน

“เรามีความอยากตรงนี้สูง อยากส่งประกวด อยากทำนู่นทำนี่ ตอนส่งไป ช่อการะเกด เพราะอยากมีเรื่องสั้นตีพิมพ์ อยากมากไม่ไหวแล้วเลยเขียนๆๆๆๆๆ” การเป็นคนไม่ชอบนั่งรอแต่มักจะวิ่งเข้าหาโอกาส ทำให้เด็กสาวคนนี้ก้าวไปได้ไกลกว่าเด็กคนอื่นที่อายุไล่เลี่ยกัน อีก 1 ปีหลังจากนั้น แอมชนะเลิศการประกวดงานเขียนประเภทสารคดีจากค่ายนักเขียน ‘โครงการจุดประกายปัญญาปี 4 – Young Writer Camp’  ของสำนักพิมพ์มติชน และได้รางวัลชนะเลิศประเภทเรื่องสั้นจาก ‘TK young writer academy 2008’ ผลงานของแอมได้ตีพิมพ์อีกครั้งในหนังสือรวมผลงานนักเขียนหน้าใหม่ทั้ง 2 เล่ม ตอนนี้แอมยังมีงานเรียบเรียงชีวประวัติ งานเขียนเรื่องสั้น และยังเป็นกองบรรณาธิการ E-magazine ของทีเคพาร์ค ด้วยอายุเพียง 20 ปี แม้รางวัลที่ได้มาจะเป็นเหมือนเครื่องยืนยันความสามารถ แต่แอมกลับมองความหมายของรางวัลไว้ลึกกว่านั้น

“รางวัลมันให้โอกาสตามมา เราได้เจอนักเขียนเก่งๆ หลายคนที่ดูงานและแนะนำเราจริงๆ ไม่ได้แค่มาคอมเมนต์นิดนึงแล้วไป ทำให้งานเขียนของเราพัฒนาขึ้นมาก ได้รางวัลแล้วมันยังไม่จบ เราได้เขียนงานกับเขาต่อ ได้รวมกลุ่มกันทำหนังสือต่อ โอกาสที่ได้มาเป็นสิ่งที่ไปหาจากข้างนอกไม่ได้”

เมื่อมองจากสายตาคนภายนอก เธอคือเด็กสาวที่มีความคิดเป็นผู้ใหญ่เกินตัวและค้นพบตัวเองเร็ว ไม่ต้องให้เดาก็คงจะรู้ว่า สาวน้อยคนนี้คงมีอนาคตที่สดใส คงไม่ใช่เรื่องแปลกหากเธอจะฝันไกล อยากได้อยากเป็นในสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ แต่เมื่อเราถามเธอกลับตอบว่า “ความฝันของเราคือการมีหนังสือที่รวมงานเขียนของตัวเองสักเล่ม ไม่ได้ต้องการอะไรที่ยิ่งใหญ่อลังการ ยังไม่คิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จหรอก โดยเฉพาะเมื่อได้มาฝึกงานที่ a day ยิ่งรู้สึกว่าเรายังไม่เก่ง ยังต้องพัฒนาอีกเยอะ มีอะไรมากกว่าการเขียนที่ต้องเรียนรู้ ตอนนี้เราก็กำลังหาอยู่ว่าอะไรที่เหมาะกับเรา ความคิดมันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แต่สิ่งหนึ่งที่รู้แน่ๆ คือยังไงชีวิตนี้ก็คงวนเวียนอยู่กับเรื่องอ่านๆ เขียนๆ”

ก่อนจบบทสนทนาเราถามแอมว่าถ้าเปรียบตัวเองเป็นเรื่องสั้นเรื่องหนึ่ง เรื่องนั้นจะเป็นอย่างไร แทนที่จะตอบคำถาม แอมส่งยิ้มพร้อมทิ้งท้ายด้วยประโยคคมคายว่า “เรื่องสั้นเรื่องนี้ยังไม่จบค่ะ”

โปรดติดตามเรื่องสั้นเรื่องนี้ให้ดี ไม่แน่ว่าในอนาคตเรื่องสั้นเรื่องนี้อาจได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ไปทั่วโลกก็ได้!

 

เรื่อง : ปีติชา คงฤทธิ์

ภาพ : สามิก มังอรุณ

เอ้ กองบรรณาธิการ

May 28th, 2011 by admin

 

เอ้ กนกวรรณ เปี่ยมสุรรณศิริ สาวนิเทศฯ ผู้นิยมส่งความสุข

นิเทศศาสตร์ ไม่เคยอยู่ในลิสต์ความฝันของเธอ!

เอ้ กนกวรรณ เปี่ยมสุวรรณศิริ สาวน้อยผู้เป็นเจ้าของเสียงหัวเราะที่มีความถี่มากที่สุดในทีมจูเนียร์ 8 ยังไม่นับกับความถี่ของรอยยิ้มที่มักจะแสดงออกมาง่ายๆ ในทุกตอนที่เรื่องราวต่างๆ กำลังดำเนิน จนทุกคนรวมใจกันตั้งฉายาให้เธอว่า ‘เอ้ขำร่วน’

เอ้ อดีตเด็กสายวิทย์ที่เรียกตัวเองว่าเด็กเนิร์ดได้อย่างเต็มปาก ปัจจุบันศึกษาอยู่คณะนิเทศศาสตร์ ภาควิชาวารสารสนเทศ  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชั้นปีที่ 3 ด้วยความเป็นเธอแทบไม่เหลือเค้าเด็กเนิร์ดคนนั้นไว้แม้แต่น้อย, จากกรอบความคิดแบบเดิมๆ ที่ว่า หากเรียนเก่ง-ได้คะแนนดี การสอบเข้าเรียนคณะแพทย์  เภสัชฯ หรือวิศวะ คงเป็นสิ่งที่เหมาะสม แม้ว่าเอ้จะได้ผลการเรียนดีระดับต้นๆ มาโดยตลอด แต่เธอก็ไม่ยึดติดกับกรอบความคิดเหล่านั้น เธอเลือกเดินบนทางอีกสายโดยมีไกด์นำทางเป็นเพียงหนังสือที่บังเอิญเลือกมาได้จากชั้นวางในวันที่เด็กเนิร์ดคนนี้โดดเรียน!

“เราไม่เคยมาแนวทางนี้มาก่อนเลย (นิเทศ) แต่แล้ววันหนึ่งไปเจอ หนังสือตัดชีวิต ที่ชื่อ ‘a day story’ ” เอ้เล่าให้เราฟังถึงวันที่เธอโดดเรียนพิเศษแล้วบังเอิญไปเจอหนังสือเล่มสำคัญที่ทำให้เธอรู้ตัวว่า แท้ที่จริงยังมีอีกศาสตร์หนึ่งที่เธอสนใจและสนุกกับมัน กับเพียงแค่เรื่องราวเกี่ยวกับการก่อตั้งนิตยสาร a day จากคนธรรมดาๆ ที่มีความฝันแล้วทำตามเป้าหมายจนสำเร็จ “อ่านแล้วเกิดแรงบันดาลใจมากเลย กระตุ้นให้เราออกมาจากโลกเดิมๆ” , กองตั้งตำราเรียนทั้งหมดที่เคยอ่านมา แพ้ให้กับ หนังสือเพียงเล่มเดียว!

แล้วเธอก็ก้าวออกมาจากโลกใบเดิมได้จริงๆ เอ้สอบตรงติดภาควารสารศาสตร์ จุฬาฯ

“ไม่รู้ว่ามาถูกทางมั้ย แต่หากถามว่าชอบมั้ย ตอบได้เลยว่าชอบ แต่ยังไม่รู้ว่าถูกหรือเปล่า มันคงไม่ถึงเวลาที่จะตอบได้” ไม่ถูกก็ต้องผิด ในโลกความจริงหลายคนรอเพียงแค่ 2 คำตอบ แต่จากมุมมองของเธอ เอ้เลือกใช้ความชอบเป็นคำตอบ เอ้สนุกที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เธอบอกว่ามันเป็นการโชคดีเสียมากกว่าที่เธอเรียนสายวิทย์ฯ มา เพราะมันทำให้เธอสนุกและตื่นเต้นไปกับทุกสิ่งอย่าง อะไรๆ ก็ดูแปลกใหม่ไปหมดสำหรับเธอ, เอ้เปรียบให้เราฟังง่ายๆ ว่าตอนนี้เธอเป็นเหมือนกับเป็ด ที่ถึงแม้มีปีกแต่ก็บินไม่ได้ เรียนมันทุกอย่างตั้งแต่จิตวิทยาไปยันโอเปร่า และตามคาดเป็ดตัวนี้ชอบมันทั้ง 2 อย่าง!

นอกเหนือจากความชอบ ความเชื่อก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เอ้มีติดตัวอยู่เสมอ เอ้ในฐานะ “a team junior รุ่นที่8” เคยพลาดหวังให้กับการสมัครมาแล้วครั้งหนึ่งซึ่งเธอก็ยอมรับว่า เธอไม่เหมาะสม เพราะการเป็นเพียงเด็กที่อยากทำนิตยสารนั้นคงไม่พอ หากข้างในยังคงว่างเปล่าก็คงต้องรอเวลาที่เติมเต็มและพัฒนาตัวเอง “รู้สึกอยู่ดีๆ ปี 3 เราก็โตขึ้นเลยมาสมัครใหม่อีกรอบ ความเชื่อนำเรามา ตั้งแต่อ่าน a day story ก็อยากจะมาฝึกงานที่อะเดย์  พอมีเป้าหมายเราต้องหาทางไปให้ถึง คำที่เราพูดออกไปแล้วจะพาเราให้ไปถึงตรงนั้น” แล้ววันนี้เธอก็พิสูจน์ความเชื่อนี้ได้สำเร็จ

ฉายา ‘เอ้ขำร่วน’ นั้นคงไม่ผิดแม้แต่น้อย สำหรับเด็กสาวที่หัวเราะได้ตั้งแต่เช้าจดเย็น ชอบสังเกตพฤติกรรมของเพื่อนแล้วเอามาเลียนแบบตาม ซึ่งเอ้ก็ทำได้เหมือนซะด้วย! แต่นี่ก็ไม่ใช่เพราะเธออยากจะกวนอารมณ์ใคร แต่เธอบอกว่าเธออยากเห็นความสุข “ก็โดยพื้นฐานเราเป็นคนที่ชอบเข้าใจคน ชอบคิดว่าคนอื่นเขาคิดยังไง รับอารมณ์คนรอบข้าง เคยมีครั้งหนึ่งไปห้องสมุดเจอคนหน้าเครียดมากเลยแกล้งไปจ้องหน้าเขาทั้งที่ไม่รู้จักกัน (หัวเราะ) ไม่ชอบให้คนเครียดอยู่รอบๆชอบเห็นคนมีความสุข เราร่าเริง เขาห่อเหี่ยว ก็เอาของเราไปเติมได้”

เอ้เล่าว่าครั้งหนึ่งอยู่ดีๆ เพื่อนๆ ก็พร้อมใจกันโทรศัพท์นัดเธอไปกินข้าวและเธอก็ไม่ปฏิเสธสักคน สรุปว่าวันนั้นเธอกินข้าวไป 5-6 มื้อกับเพื่อนที่ไม่ซ้ำหน้า! “มาถามตัวเองว่า เฮ้ย จะกินอะไรเยอะแยะขนาดนี้ (หัวเราะ) ก็ใช้การกิน กินแล้วมีความสุข คนอื่นก็เลยชวนไปคุยไปกิน ใครที่ทุกข์มาก็จะบอกไปเลยว่า ทุกข์ให้สุดไปให้สุดทาง คิดไปเลยจนกว่าที่จะบรรลุเรื่องนั้น แล้ววันหนึ่งก็จะเอือมระอาแล้วจะหยุดเอง”

“เป็นคนที่จริงใจมากเลย” เอ้ตอบเราแทบจะทันทีหลังสิ้นคำถามที่ว่า ชอบอะไรในตัวเองมากที่สุด “รู้สึกว่าชอบคนคนนี้ เป็นคนที่โกหกไม่ค่อยเป็น ชอบอะไรที่เป็นของจริง อาจเพราะโกหกไม่ขึ้นด้วยแหละ อยากทำอะไรก็ทำเลยพูดเลยไม่มีโกหก” คำทิ้งท้ายของเธอทำเรามั่นใจว่าการสื่อสารทั้งหมดข้างต้นนั้นเป็นความจริง เธอพูดออกมาจากใจที่มีความสุขและสุดสนุกของเธอจริงๆ

หากเปรียบเอ้เป็นผู้ส่งสาร พวกเราเป็นผู้รับสาร ความสุขจากตัวเธอคือข้อความกับช่องทางการสื่อสารที่หลากหลาย เราต้องบอกว่าการสื่อสารโดยผู้ส่งนามว่า “เอ้” คนนี้สำเร็จบรรลุเป้าหมาย แม้นิเทศศาสตร์อาจจะเคยไม่อยู่ในลิสต์ความสนใจของเธอ แต่โดยไม่รู้ตัวเธอนั้นมีความเป็นนิเทศอยู่ในตัวอยู่แล้วตลอดมา

 

เรื่อง : ธนวรรณ วุฒาพาณิชย์

ภาพ : สามิก มังอรุณ

 

ฟ้าใส กองบรรณาธิการ

May 28th, 2011 by admin

 

Happy Seeker

ธารริน อดุลยานนท์

เรียบร้อย กุ๊กกิ๊ก พูดน้อย ฟังเยอะ ยิ้มง่าย นี้คือชุดคำที่น่าจะเหมาะสมที่สุดแล้วถ้าจะอธิบายถึงหญิงสาวคนนี้เพียงแค่ผิวเผิน แต่หลังจากที่เราเปิดวงสนทนากับเธอ เบื้องหลังชีวิตของผู้หญิงตัวเล็ก ลูกนักเขียนรุ่นใหญ่อย่างหนุ่มเมืองจันทน์ก็ถูกเปิดออก นี่คือเรื่องราวของ ฟ้าใส-ธารริน อดุลยานนท์ เด็กผู้หญิงที่ลืมตาขึ้นมาดูโลกในวันที่ฟ้ากลับมาใสอีกครั้งหลังจากฝนตกมาหลายวัน

“สมัยอยู่ ม.ปลาย ที่เตรียมฯ เราจะเป็นพวกเงียบๆ นั่งอยู่หลังห้อง แล้วคอยสังเกตเวลาเพื่อนเล่นกัน ตอนนั้นก็ไม่รู้ตัวหรอกว่าเราสนใจอะไร พอมาเรียนที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ได้เรียนวิชาวรรณกรรม ทำให้เราได้รู้จักวิเคราะห์ วิจารณ์ ตีความหมายคาแรกเตอร์ เราชอบเวลาอาจารย์เอากลอนที่เราอ่านแล้วไม่เข้าใจมาตีความให้ฟัง ทำให้เราเข้าใจมนุษย์มากขึ้น พอมาคิดดูเลยรู้ว่าที่เราชอบสังเกตคน เพราะรู้สึกว่าคนเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่าสนใจ มีมิติที่ซับซ้อน”

ประสบการณ์เปรียบเสมือนหีบสมบัติหีบใหญ่ของฟ้าใส เมื่อมีเวลาว่างเธอมักจะเอาตัวเองไปวางอยู่ในที่ที่เธอไม่คุ้นเคยมาก่อน ทั้งการเข้าร่วมชมรมและค่ายต่างๆ เพื่อเก็บเกี่ยวสิ่งใหม่ๆ รอบตัว “การเข้าชมรมอนุรักษ์สภาพแวดล้อมทำให้เรารู้ตัวว่าเราอินกับความเป็นปกาเกอญอมากกว่าต้นไม้เสียอีก ส่วนการได้ไปเข้าร่วมค่ายพอเพียงที่พิษณุโลกและพิจิตร นอกจากจะได้เข้าไปคลุกคลีกับชาวบ้าน เราก็ได้เข้าใจสัจธรรมมนุษย์ ได้รู้ว่าชีวิตจริงๆ ไม่ต้องมีอะไรเยอะก็ได้ ทำให้อยากได้อะไรน้อยลง”

เมื่อนำความช่างสังเกต ประสบการณ์ และความช่างจินตนาการของเธอมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน ผลที่ได้คืองานเขียนในสายตาของฟ้าใสแท้ๆ ที่เริ่มจากการตั้งคำถามถึงความเป็นมนุษย์ แล้วนำคาแรกเตอร์ของคนหลายแบบที่เคยเจอ ประสบการณ์ที่เธอเคยพบมาเป็นผู้ดำเนินเรื่อง เติมแต่งด้วยจินตนาการแบบกุ๊กกิ๊ก จนหลายๆ ครั้งก็นำไปสู่คำตอบที่เธอมองหา หากยังรวมไปถึงการทำความรู้จักคนข้างในตัวเองอีกด้วย

“เราเขียนเพราะเราตั้งคำถาม อย่างเรื่องโคลนนิ่ง ก็ตั้งคำถามว่าโคลนนิ่งเป็นมนุษย์ได้มั้ย เวลาเขียน เราจะรู้สึกสนุกกับมัน เหมือนได้เข้าไปในโลกที่ไม่รู้จักทุกครั้งเลย ได้ใช้จินตนาการ บางทีตั้งใจจะเขียนแบบหนึ่ง แต่พอเขียนจริงๆ กลับได้อีกแบบหนึ่ง ภาษากับตัวละครมันพาเราไปในอีกทางหนึ่ง แล้วพอเขียนจบไม่ใช่ว่าจะได้แค่คำตอบ แต่ยังได้เหตุผลมารองรับด้วย ทำให้เรามั่นใจคำตอบมากขึ้นไปอีก อย่างเรื่องโคลนนิ่งเราก็จะตอบได้ว่า ถ้าโคลนนิ่งมีชีวิตจิตใจเหมือนคนเราก็ไม่มีสิทธิ์ไปตัดสินเขา

“จริงๆ ประสบปัญหาว่าเวลาอยู่กับเพื่อนเยอะๆ จะพูดไม่ทันเพื่อน เวลาเขียนเราเลยเห็นตัวเองอีกมุมหนึ่งว่าข้างในเรามีอะไรที่อยากจะพูดแต่ว่าพูดไม่ทันเขา อยากเล่นมุขกับเขาเหมือนกัน ได้รู้จักตัวเองมากขึ้น เจอตัวตนที่แท้จริงของเรา”

เราคงจะโกหกถ้าจะเอ่ยว่าคุณพ่อผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการหนังสือไม่มีอิทธิพลใดๆ กับเธอเลย เพราะนอกจากจะเป็นที่ปรึกษาเกี่ยวกับงานเขียน หลายครั้งงานของเธอก็มีกลิ่นอายงานสไตล์เดียวกับพ่อ ทั้งๆ ที่เธอยอมรับว่าไม่ได้ตั้งใจให้เหมือน แต่มันก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อตัวตนของเธอเลย

“เวลาเขียนงานจริงๆ ก็กลัวพ่อเสียชื่อ มีอยู่ช่วงหนึ่งที่รู้สึกเหมือนลูกคนดังคนอื่นๆ คือเราก้าวไม่พ้นพ่อเสียที อยากให้เขารู้จักเราที่เป็นเรามากกว่า แต่สุดท้ายแล้วเราก็ไปเปลี่ยนความคิดคนอื่นไม่ได้ และเราก็ไม่ได้อยากเปลี่ยนพ่อ อย่างนี้ก็มีข้อดีของมัน ก็ไม่เป็นไรหรอก”

ทุกวันนี้ฟ้าใสก็ยังคงยิ้มมาทำงาน ยิ้มเวลาเขียนหนังสือ และยิ้มเวลาสังเกตสิ่งรอบๆ ตัวต่อไปอย่างมีความสุข

 

เรื่อง : ชวพล เทพผดุงพร

ภาพ : นฤเบศ วาดวารี

 

ติ๊ง อาร์ตไดเรกเตอร์

May 28th, 2011 by admin

 

 

Design by desire

ปลายฝน จันทร์ปัญญา นักออกแบบสาวที่มีความสุขเป็นตัวขับเคลื่อนชีวิต

น้ำเสียงแหบเสน่ห์จากสาวมั่นบอกกับเราว่าเรื่องตลกเป็นเรื่องธรรมชาติที่สุดสำหรับเธอ เรากำลังคุยอยู่กับ 1 ใน 2 อาร์ตไดเรกเตอร์ของ a team junior 8 เจ้าของชื่อที่มีที่มาจากเสียงเคาะแก้วน้ำ ติ๊ง หรือ ปลายฝน จันทร์ปัญญา นักศึกษาชั้นปีที่ 3 ของคณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาออกแบบนิเทศศิลป์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

เส้นทางการเรียนของปลายฝนมีความน่าสนใจไม่น้อยเมื่อเทียบกับความคิดอ่านของเด็กวัยเดียวกัน มีคนจำนวนหนึ่งที่ปฏิเสธการเรียนในมหาวิทยาลัยของรัฐที่มีชื่อเสียง เธอคือหนึ่งในนั้น “สำหรับงานออกแบบ การสอบไม่สามารถวัดทุกอย่างได้ ผลงานต่างหากที่เป็นตัววัดความสำเร็จของนักออกแบบ” ปลายฝนตอบสั้นๆ เธอชอบคิดทุกอย่างเป็นรูปภาพมาตั้งแต่เด็ก ทำให้เธอมีความเป็นนักออกแบบโดยไม่รู้ตัว เมื่อมีโอกาสเธอจึงเลือกเรียนในสิ่งที่เธอรักและถนัด แม้ว่าในช่วงแรกพ่อและแม่ของเธอจะไม่เห็นด้วยก็ตาม

การออกแบบในปัจจุบันมีสาขาแตกออกไปมากมาย สำหรับปลายฝน เธอเลือกเรียนสาขาออกแบบนิเทศศิลป์ หน้าที่หลักของนักออกแบบสายนี้คือต้องสื่อสารออกมาเป็นภาพที่คนสามารถเข้าใจและติดตาได้ “งานออกแบบควรจะสวยและตอบสนองต่อการใช้งาน ถึงจะเป็นผลงานที่สมบูรณ์แบบ นักออกแบบมีหน้าที่รวม 2 อย่างนี้เข้าไว้ด้วยกัน และงานที่เราทำ เราทำเพื่อคนหมู่มากดู ไม่ได้ทำเพื่อใครคนใดคนหนึ่ง ความต้องการของคนส่วนใหญ่จึงมีความสำคัญ งานจึงต้องไม่นามธรรมจนเกินไป ต้องสื่อสารได้”

มีข้อถกเถียงมากมายถึงความหมายของการออกแบบ แต่สำหรับสาวแหบเสน่ห์คนนี้ เธอให้ความหมายของการออกแบบว่าเป็นการเรียนรู้สิ่งที่ดี และเลือกหยิบเอาสิ่งที่ดีมารวมกัน ขึ้นอยู่กับว่าใครเลือกมาผสมได้ดีได้ลงตัวมากกว่ากัน “นักออกแบบต้องตกผลึกสารที่จะสื่อและใส่ใจในรายละเอียดทุกอย่าง แค่นี้ก็ถือว่าดีแล้ว นักออกแบบที่ดีไม่ได้จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ บางทีความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ก็เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่ง ที่สำคัญเอกลักษณ์ของงานที่มีความเป็นตัวเองเป็นสิ่งที่ต้องสื่อออกมาให้ชัดให้ได้” เธอตอบคำถามถึงคุณสมบัติของนักออกแบบที่ดีในสายตาเธอ

ในเรื่องงานออกแบบ การจะวัดว่างานไหนดีหรือไม่ดีย่อมต้องวัดจากผลตอบรับของคนดูงานเป็นหลัก แต่สำหรับปลายฝนกลับไม่คิดเช่นนั้น “จุดสูงสุดของชีวิตเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับการที่คนอื่นมายอมรับเรา แต่คือการยอมรับงานของตัวเอง เพราะทุกวันนี้เรายังไม่ได้ยอมรับงานของเราขนาดนั้น ไม่ได้คิดว่างานของตัวเองดีขนาดนั้น เรายังไม่สามารถหยิบงานที่ชอบที่สุดหรือที่ดีที่สุดให้ดูได้” เธอพูดอย่างถ่อมตัวด้วยสีหน้าจริงจัง

การได้รับคัดเลือกเข้าเป็น 1 ใน 2 อาร์ตไดเรกเตอร์ของ a team junior 8 เป็นทั้งความดีใจและความสงสัยของปลายฝน เพราะเธอไม่ได้เป็นแฟนอะเดย์อย่างจริงจัง ซ้ำยังไม่เคยมีประสบการณ์ทำงานด้านนี้มาก่อน แต่เมื่อได้เข้ามาทำหน้าที่นี้แล้ว สิ่งที่เธอภูมิใจมากที่สุดคือสไตล์ของเธอมีคนยอมรับ แม้จะเป็นเพียงก้าวเล็กๆ ของอนาคต แต่ประสบการณ์ชีวิตเป็นสิ่งที่เธอให้ความสำคัญ “แค่คิดว่าเราได้ประสบการณ์ รู้แค่ว่าก็เราไม่รู้ว่าทำหนังสือต้องทำยังไง เรามาเพราะเราไม่เคยทำสิ่งนี้ เราอยากรู้ว่าเราทำได้หรือเปล่า ทำแล้วมันจะดีไหม” เธอดัดเสียงให้แหลมทิ้งท้ายกับเราว่านี่เป็นเหตุผลเดียวที่เธอตัดสินใจสมัครโครงการนี้

 

เรื่อง : พิสิฐ วงศ์วัฒนากูล

ภาพ : นฤเบศ วาดวารี